|
คลาสดี แอมปลิฟายเออร์
เกิดขึ้นมาบนโลกครั้งแรกตั้งแต่ยุค '50 ซึ่งในขณะนั้นมันก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะมีใครสนใจนำมาผลิตเป็นแอมป์สำหรับฟังเพลงในวงการออดิโอเลย
โดยมากจะใช้กันอยู่ในวงการแพทย์และในวงการอุตสาหกรรม
มักจะมีคนเข้าใจผิดกันอยู่เสมอโดยคิดว่า
แอมป์ Class D คือ แอมป์ดิจิทัล แต่จริงๆ แล้วตัวอักษร 'D' นั้นไม่ได้มาจากคำว่า
'digital' มันเป็นแค่ตัวอักษรย่อที่ใช้ในการเรียกแทนรูปแบบการทำงานของวงจรขยายที่เรียงลำดับต่อเนื่องมาจาก
Class A, B, AB และ C เท่านั้น
เหตุผลที่ทำให้คนมักจะเข้าใจผิดคิดว่าแอมป์ Class D เป็นแอมป์ดิจิทัล ก็เพราะว่ามีแอมป์ประเภทนี้บางตัวใช้วงจรดิจิทัลโปรเซสเซอร์ในการควบคุมการทำงานของเครื่อง
ซึ่งมีแอมป์อนาล็อก (ยุคเก่า) ส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้กัน
P-8 ปรีแอมป์
จริงๆ
แล้ว P-8 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์รุ่น Reference 8
ที่ออกมาเป็นรุ่นแรก แต่ต่อมา ตัวเพาเวอร์แอมป์ได้ถูกพัฒนาเพิ่มเติมมาเป็นรุ่น
Reference 9 ที่ผมกำลังจะพูดถึง ในขณะที่ตัวปรีแอมป์ P-8 ก็ได้ถูกพัฒนาตามมาในภายหลังโดยใช้ชื่อเป็น
P-9
ปรีแอมป์รุ่น
P-9 แยกตัวถังออกเป็น 2 ชิ้น ส่วนรุ่น P-8 ก็ไม่ได้ถูกลบหายไปไหน ยังคงผลิตขายอยู่และได้ถูกจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ของเขาสำหรับคนที่งบประมาณไม่ถึงรุ่น
P-9
โดยเนื้อแท้แล้ว
P-8 เป็นไลน์ปรีแอมป์เพราะไม่มีภาคขยายหัวเข็มในตัว มันให้อินพุตมาทั้งหมด
4 ช่อง สามช่องแรก (ดูจากภาพประกอบเรียงตามลำดับจากขวามาซ้าย 1, 2, 3) สำหรับภาคสเตอริโอไลน์เลเวลของอุปกรณ์
ฟร้อนต์เอ็นด์ต่างๆ อาทิ เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น ส่วนช่องที่ 4 ถัดมาทางด้านซ้ายอันบนนั้นเป็นรูเสียบแบบ
mini jack สเตอริโอ ขนาด 3.5 มม. รับสัญญาณเสียงอนาล็อกสเตอริโอที่มาจากแหล่งต้นทางที่มีวอลลุ่มในตัว
อาทิ เอาท์พุตสัญญาณเสียงซาวนด์การ์ดคอมพิวเตอร์, จากอุปกรณ์ digital player
แบบพกพาประเภท MP3 เพลเยอร์ , จากเครื่องเล่น iPod หรือจากเอาท์พุต 2 แชนแนลของเอวี-แอมป์เซอร์ราวด์จากระบบโฮมเธียเตอร์
เป็นต้น
ถัดจากนั้นก็เป็นส่วนของสัญญาณทางด้านเอาท์พุตซึ่ง
P-8 มีมาให้ 3 ช่อง โดยใช้ขั้วต่อสายต่างกันช่องละแบบ คือ RCA กับ Balanced
(XLR) สำหรับต่อเข้าเพาเวอร์แอมป์ และอีกหนึ่งช่องเอาท์พุตแบบมินิแจ็ค 3.5
มม. อันนี้สำหรับใช้งานกับหูฟัง (เวลาต่อกับหูฟัง สัญญาณเสียงที่ช่องเอาท์พุต
XLR และ RCA ก็ยังคงทำงานเหมือนเดิม)
ซ้ายสุดบนแผงหลังของ
P-8 ก็คือเบ้ารูเสียบหัวปลั๊กไฟเอซีที่มีสวิตซ์เปิด-ปิดในตัวเป็นเบ้าเสียบหัวปลั๊กแบบสามขาแยกกราวนด์
P-8 มีรีโมตไร้สายมาให้
ซึ่งสามารถควบคุมสั่งงานได้ทุกฟังก์ชันเหมือนที่อยู่บนหน้าปัด
รูปร่างหน้าตาของ
P-8 ดูธรรมดามาก โดยลักษณะภายนอกแล้ว ต้องถือว่ามันไม่ได้แสดงบุคลิกของความเป็นแอมป์ไฮเอ็นด์ในอดีตออกมาให้เห็นเลย
คือไม่ได้มีรูปทรงภายนอกขึงขังใหญ่โต-และไม่ได้มีน้ำหนักมโหฬารบานตะไทเหมือนแอมป์ไฮเอ็นด์ที่ทำงานด้วยวงจรขยายคลาส
เอ หรือคลาสเอบี ในอดีต
เห็นบอดี้ของ
P-8 (รวมถึงเพาเวอร์ Reference 9 ด้วย) แล้วทำให้อดนึกถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงยี่ห้อหนึ่งในอดีต
คือ Audio Alchemy ซึ่งแทบทุกรุ่นเขาจะใช้กล่องอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมที่ตัดจากท่ออะลูมิเนียมยาวๆ
ที่หล่อสำเร็จมาทำเป็นตัวถังของเครื่อง แล้วใช้แผ่นอะลูมิเนียมบางๆ สองแผ่น
แปะปิดหัวปิดท้าย แค่นี้เอง (อีกยี่ห้อหนึ่งคือ Musical Fidelity ในบางรุ่นก็ใช้กล่องอะลูมิเนียมทรงกระบอกมาทำเป็นบอดี้เหมือนกัน)
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้
Look ของเครื่องเสียงยี่ห้อนี้อาจจะดูไม่ค่อย "ศักดิ์สิทธิ์" อัลลอยสักเท่าไรนักสำหรับนักเล่นไฮเอ็นด์ยุคเก่า
แผงหน้าปัดของตัวปรีแอมป์ P-8 มีปุ่มทรงกระบอกอยู่ 2 อัน สำหรับหมุนเลือกแหล่งอินพุตหนึ่งอัน
กับใช้สำหรับหมุนปรับระดับความดังของเสียง (volume) อีกหนึ่งอัน, จุดรับสัญญาณอินฟราเรดของรีโมตหนึ่งจุด
และไฟแอลอีดีดวงเล็กๆ อีก 8 ดวง (เรียงอยู่ใต้ปุ่มซีเล็กเตอร์กับใต้ปุ่มวอลลุ่มอย่างละ
4 ดวง)
เมื่อเริ่มเปิดใช้งานโดยกดสวิตช์เปิด-ปิดอันเล็กๆ
ที่อยู่บนเบ้าเสียบปลั๊กไฟเอซีที่ด้านหลังเครื่องไปที่ตำแหน่ง On (I) ไฟแอลอีดีทั้ง
8 ดวงบนหน้าปัดของ P-8 จะกะพริบพร้อมกันหนึ่งครั้ง แสดงอาการว่ามันได้ถูกปลุกให้รู้ตัวแล้ว
แต่ยังไม่พร้อมทำงาน ซึ่งครั้งแรกที่ทดลองเล่นปรีแอมป์ตัวนี้ทำเอาผมเซ่อไปหลายนาที
เพราะหลังจากกดสวิตช์เปิดเครื่องจนไฟกะพริบแล้ว ได้ทดลองหมุนทั้งปุ่มซีเล็กเตอร์และปุ่มวอลลุ่มดูแล้ว
ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เสียงไม่ออก
! ทีแรกนึกว่าเครื่องมีปัญหา นั่งงมอยู่พักนึงก่อนจะลุกไปหยิบคู่มือมาอ่านดูจึงได้รู้ว่า
นั่นมันแค่อยู่ในขั้นตอน Standby หากจะให้มันเริ่มทำงานจริงๆ จังๆ ต้องกดปุ่ม
On บนรีโมตหนึ่งครั้ง หรือจะใช้วิธีกดลงไปที่ปุ่ม Input ค้างไว้ 1 วินาทีก็ได้
ซึ่งหลังจากนั้นไฟแอลอีดีดวงบนสุดที่อยู่ใต้ปุ่มซีเล็กเตอร์ (Input) กับดวงที่อยู่ล่างสุดใต้ปุ่มวอลลุ่มจะสว่างขึ้นเป็นสีฟ้า
เป็นการแสดงสภาวะทำงานจริงแล้ว (operate)
ในการควบคุม
P-8 สำหรับการเลือกแหล่งอินพุต คุณสามารถทำได้ 2 ทาง คือ หนึ่ง-ด้วยการหมุนปุ่ม
Input ตามเข็มนาฬิกาวนแหล่งอินพุตไปตามลำดับ หรือ สอง-กดเข้าไปโดยตรงทางรีโมตไร้สาย
ส่วนการควบคุมระดับเสียงนั้นก็ทำได้สองทางเช่นกัน คือจะใช้วิธีหมุนปรับจากปุ่มวอลลุ่มบนหน้าปัดเครื่องโดยตรงก็ได้
หรือจะกดปุ่มเพิ่ม (Up) หรือลด (Down) บนรีโมตก็ได้
ระดับเสียงของ
P-8 ถูกแบ่งโดยตัว resister แบบอะนาล็อกที่มีค่าความแตกต่างขั้นละ (คลิ๊กละ)
0.5dB ซึ่งระดับเสียงจากปุ่มหนึ่งไปสู่อีกปุ่มหนึ่งจะมีความแตกต่างกันอยู่เท่ากับ
10 ขั้น (คลิ๊ก) เมื่อคุณหมุนปุ่มวอลลุ่มทวนเข็ม (ลดระดับความดัง) เร็วๆ
จะทำให้ปุ่มแอลอีดีดวงล่างสุดกะพริบค้าง แสดงว่ามันได้ถูกผลักเข้าไปอยู่ในสถานะ
Mute เสียงชั่วคราว คือจะไม่มีสัญญาณเสียงออกจากช่องเอาต์พุต เมื่อคุณขยับปุ่มวอลลุ่มไปทางขวาหรือกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งบนรีโมต
การทำงานของวอลลุ่มก็จะกลับไปอยู่ในโหมด operate อีกครั้ง
เวลาปิดเครื่อง
หากคุณใช้วิธีกดปุ่ม Off บนรีโมต หรือใช้วิธีกดลงไปที่ปุ่ม Input บนหน้าปัดหนึ่งครั้ง
สถานภาพของเครื่องจะถูกผลักเข้าไปอยู่ในโหมด Standby ทันที ซึ่งระดับความดังกับตำแหน่งของแหล่งอินพุตจะถูกจำไว้สำหรับการเปิดใช้ในครั้งต่อไป
(เมื่อคุณกดปุ่ม On บนรีโมต หรือกดลงไปที่ปุ่ม Input หนึ่งครั้ง) แต่ถ้าคุณปิดโดยกดสวิตช์
I/O ที่ด้านหลังไปที่ตำแหน่ง "O" เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ ปุ่ม
Input กับปุ่ม Volume จะกลับไปเริ่มต้นที่ตำแหน่งแรกสุดหลังแกะกล่อง (คือจะไม่โชว์ตำแหน่งที่คุณใช้งานครั้งล่าสุด)
Reference 9 เพาเวอร์แอมป์
ตัวเพาเวอร์แอมป์
Reference 9 ถูกออกแบบให้แยกการทำงานระหว่างแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาออกจากกันอย่างเด็ดขาด
(เรียกว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์แบบ monoblock) ดังนั้น ในซิสเต็มสเตริโอจะต้องใช้
Reference 9 สองตัวต่อหนึ่งซิสเต็ม โดยที่เพาเวอร์แอมป์ทุกตัวจะมีลักษณะภายนอกและภายในที่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์
นั่นถือว่าเป็นข้อดีประการแรกของเพาเวอร์แอมป์รุ่นนี้..!
ตัวถังของ Reference
9 เป็นแบบเดียวกับตัวปรีแอมป์ P-8 นั่นคือทำมาจากกล่องอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมที่มีขนาดหน้ากว้างเท่ากับ
8.5 นิ้ว (แคบกว่าเครื่องมาตรฐานครึ่งนึง) ลึกพอๆ กับเครื่องมาตรฐานคือ 16
นิ้ว แต่มีความสูงแค่ 1.75 นิ้วเท่านั้นเอง และแผงหน้าปัดของ reference 9
ดูเรียบง่ายมาก ทำมาจากแผ่นอะลูมิเนียมบางๆ ซึ่งนอกจากจะมีลวดลายเป็นรอยเซาะร่องบากตามแนวนอนบริเวณตรงกลางของแผ่นหน้าแล้ว
มันก็มีแค่ไฟแอลอีดีดวงเล็กๆ ฝังอยู่ตรงกลางของร่องบากอีกหนึ่งดวงเท่านั้นเอง
ที่แผงด้านหลังก็มีเฉพาะอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเพาเวอร์แอมป์
คือขั้วต่อสายลำโพงหนึ่งชุด, รูเสียบปลั้กไฟเอซีแบบสามขาที่ติดมาพร้อมสวิตช์เปิด-ปิดหนึ่งชุด,
มีช่องอินพุตสำหรับสัญญาณจากปรีแอมป์มาให้หนึ่งช่อง แต่ให้เลือกขั้วต่อได้
2 แบบ คือ ระหว่างขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณเสียงแบบอันบาลานซ์กับขั้วต่อ
XLR สำหรับสัญญาณเสียงแบบบาลานซ์ ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกใช้การเชื่อมต่อแบบไหนก็ต้องสับสวิตช์ไปทางขั้วต่อนั้นด้วย
วงจรด้านในถึงจะทำการเชื่อมต่อสัญญาณให้ (ต่อสองแบบพร้อมกันได้ แต่จะสามารถทำงานได้ทีละแบบตามที่สับสวิตช์ไปเท่านั้น)
ตัวเพาเวอร์แอมป์
Reference 9 ไม่มีรีโมต ทำการเปิด-ปิดเครื่องผ่านสวิตช์ I/O ที่ด้านหลังเท่านั้น
แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ
อินพุตอิมพิแดนซ์ของ
Reference 9 เท่ากับ 47kohm (สี่หมื่นเจ็ดพันโอห์ม) ในขณะที่เอาต์พุตอิมพิแดนซ์ของ
P-8 เล็กกระจิ๋วหริวแค่เพียง 40 ohm เท่านั้นเอง...
ซึ่งแทบจะไม่ต้องพะวงกับปัญหาความแม็ทชิ่งทางไฟฟ้าระหว่างปรี+เพาเวอร์ฯ
คู่นี้ให้รำคาญใจแต่อย่างใด เมื่อ inp/imp ของเพาเวอร์ฯ มีค่าใหญ่กว่า outp/imp
ของตัวปรีฯ มากเกินพันเท่าขึ้นไปอย่างนี้
นี่แหละครับประโยชน์ของการใช้ปรี+เพาเวอร์ที่ออกแบบมาคู่กัน
และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมสำหรับแอมป์คู่นี้ก็คือว่า มันทั้งคู่ได้ถูกออกแบบมาโดยยึดค่า
input และ output impedance ที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ทำให้สามารถแยกไปใช้งานร่วมกับปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ยี่ห้ออื่นได้อย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะตัวปรีแอมป์ P-8 ซึ่งมีค่า outp/imp อยู่ที่ 40 ohm เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นค่าความต้านทานที่ค่อนข้างต่ำ
(ยิ่งต่ำยิ่งดี) เมื่อเทียบกับตัวปรีแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ฯ ตัวอื่นๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาดทุกวันนี้
แม้ว่าตัวถังจะเล็กและบอบบางปานนั้น
แต่ Reference 9 ก็ให้กำลังขับออกมาในเกณฑ์ปานกลาง (เมื่อพิจารณาจากตัวเลข)
คือ 160 วัตต์/ตัว ที่โหลด 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 300 วัตต์ที่โหลด 4 โอห์ม
กับ 350 วัตต์ที่โหลด 2 โอห์ม
ตัวเลขที่น่าสนใจของ
P-8 คือค่า Out-put ที่ให้ออกมาได้สูงสุดถึงแปดโวลต์แบบต่อเนื่อง (8V RMS)
ซึ่งถือว่าเป็นปรีแอมป์ที่ให้เอาต์พุตได้แรงมากตัวหนึ่งในท้องตลาดเลยทีเดียว
มีข้อดีที่คาดหวังได้ก็คือ เปิดได้ดังโดยมีน้อยส์ต่ำ และจะแม็ทชิ่งกับเพาเวอร์แอมป์ที่มีเกนต่ำๆ
ได้ดี
ส่วนสเป็คฯ
ของตัวเพาเวอร์แอมป์ Reference 9 ที่เห็นแล้วชวนตาลุกตาวาวก็มีอยู่ 2 ตัว
ตัวแรกคือ ค่า damping factor ที่ระดับ >4000 (มากกว่า 4000) ที่ทุกระดับความถี่ซะด้วย
ซึ่งถือว่าเป็นแอมป์ที่ให้แดมปิ้งแฟ็คเตอร์ที่สูงมากตัวหนึ่งในท้องตลาด
มีผลอย่างไร.?
ค่าเเดมปิ้ง
แฟ็คเตอร์แสดงถึงความสามารถในการหยุดยั้งกรวยลำโพงของตัวแอมป์ คือยิ่งสูงก็จะยิ่งดี
แอมป์ที่สามารถจัดการกับสัญญาณ back-EMF ที่ย้อนกลับมาจากลำโพงได้ดีมักจะให้ค่าแดมปิ้งฯ
ที่สูง มีผลต่อเนื่องถึงลักษณะการตอบสนองต่อสัญญาณส่วนที่เป็น "ทรานเชี๊ยนต์อิมแพ็ค"
(transient response) ที่คมและไว ซึ่งจะแสดงผลออกมาให้เห็นในลักษณะของเสียงที่ไว
กระชับ คมชัด เปิดเผย และสะอาด ชื่อเพลง Midare จากแผ่นซีดีชุด Ultimate
Original Sound Restoration From Pianissimo To Fortissimo (GML/JVCxrcd24
GMVO-2004) นั้น แอมป์คลาส ดีคู่นี้สามารถถ่ายทอดเสียงทุ้มที่สุดแสนจะลึกล้ำของแทร็คนี้ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
คือทั้งลึกและสะอาด อีกทั้งยังสามารถทอดหางเสียงทุ้มไปได้ไกลอีกด้วย
นอกจากเสียงทุ้มหนักๆ
มากๆ ที่อาจจะเป็นปัญหาสำหรับแอมป์คู่นี้บ้างแล้วที่เหลือคือเสียงกลาง-แหลมนั้นก็แทบจะเรียกว่าเป็นขนมหวานสำหรับแอมป์คู่นี้ไปเลย
คือถ้าแแผ่นอัดมาดี มันก็จะให้เสียงกลางและแหลมที่เปิดโล่ง มีความเป็นอิสระ
ไม่เครียด
มีอะไรที่ติได้ชัดๆ
บ้าง..??
ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของแอมป์คู่นี้จะมีลักษณะที่บางไปนิดในย่านเสียงกลางสูงขึ้นไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาการเนื้อเสียงกลาง-สูงที่บางของแอมป์คู่นี้ก็ไม่ได้เป็นข้อด้อยที่เด่นชัดหรือเป็นรอยตำหนิที่ปราศจากเหตุผล
จริงๆ แล้ว มันบางก็จริง แต่นั่นก็ทำให้สามารถรับรู้ถึงรายละเอียดของเสียงในย่านนั้น
(กลางสูง) ได้เด่นชัดขึ้น อาทิ เสียงฉาบ แม้ว่าเนื้อฉาบจะบางไปนิด แต่ก็ทำให้รับรู้ได้ถึงลักษณะการสั่นไหวของใบฉาบได้ชัดขึ้น
ได้ยินอิมแพ็ค (หัวเสียง) จังหวะที่ไม้กลองสัมผัสใบฉาบได้ชัดขึ้น ซึ่งการจับคู่กับลำโพงจะมีผลต่อความบางที่ว่านี้อยู่มาก
ลำโพงที่ให้เนื้อเสียงในย่านสูงหนาๆ จะช่วยปรับสมดุลระหว่างเนื้อเสียงกับรายละเอียดของย่านเสียงกลาง-สูงที่ว่านี้ได้
(ให้พิจารณาทวีตเตอร์ซอฟต์โดมไว้ก่อน ถ้าคุณไม่ชอบเสียงที่บาง ซึ่งจะทำให้ได้เนื้อกลาง-สูงที่หนาขึ้น
แต่ก็ต้องยอมรับกับรายละเอียดของเสียงแหลมที่น้อยลงด้วย)
สรุป
ต้องขอสรุปว่า
ลักษณะเสียงของ P-8 + Reference 9 คู่นี้มีบุคลิกที่ส่อไปทาง Monitor สูงมาก
อาจจะเนื่องจากลักษณะเด่นของความเปิดเผยมากๆ ของมันนั่นเอง ทำให้เรา "มองเห็น"
(ด้วยหู) ลักษณะเสียงของสิ่งอื่นที่นำมาใช้ร่วมกับมัน โดยเฉพาะลำโพงที่ว่า
ลำโพงแต่ละคู่มีบุคลิกเสียงแตกต่างกันอย่างไร หรือแม้แต่แผ่นซีดีที่นำมาใช้งานร่วมกับมันก็สามารถแยกแยะได้ง่ายว่า
แผ่นไหนอัดมาดี-ไม่ดีที่จุดไหน อย่างไร
หากถามความเห็นส่วนตัวว่าฟังแล้วชอบมั้ย..??
ผมชอบนะ.. ลักษณะเสียงของงแอมป์
NuForce คู่นี้จะคล้ายกับลักษณะเสียงของแอมป์ยี่ห้อ Halco คือเด่นมากทางด้านความใสโปร่งและเปิดเผยมากๆ
เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟัง detail ของเสียง (อย่างผม) และรู้จักแม็ทชิ่งซิสเต็มเพื่อเฉลี่ยข้ออด้อยของมันลงไป
เมื่อได้ฟังจริงๆ
จังๆ แล้วต้องยอมรับว่ารู้สึกประทับใจครับ และอยากจะแนะนำให้คุณหาโอกาสไปทดลองฟังให้ได้
ไปฟังให้รู้ว่าแอมป์ Class D ให้เสียงอย่างไร.?
อย่ามัวแต่เกี่ยงงอนรูปร่างของมันเป็นอันขาด
เพราะนั่นจะทำให้คุณพลาดของดีๆ..!
ขอบคุณ :
Audiocom Ltd. Part.
โทร. 0-2295-4772, 08-9142-4772
ที่กรุณาส่งแอมป์คู่นี้มาให้ผมทดลองฟัง
ราคาสอบถามตัวแทนจำหน่าย
|