
"Computer Audio is here to stay-so let's make it sound right."
คือสโลแกนเท่ๆ ของบริษัท Sinal Path International ผู้ออกแบบและผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวนี้
Nova อินทิเกรตแอมป์ไฮบริดฯ ที่มีภาค DAC ในตัว!
อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้ กำลังเป็นแนวทางใหม่ของวงการ"ฮ-ไฟฯ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่ร้านขายเพลงเริ่มย้ายไปอยู่บนอินเตอร์เน็ต และไฟล์เพลงเริ่มถูกยัดมาในลูกแอปเปิ้ลอย่างทุกวันนี้ นั่นทำให้อุปกรณ์ไฮ-ไฟฯ ยุคใหม่ที่มีอินเตอร์เฟส USB ถูกกำหนดให้เป็นตัวกลางที่ดีในการเชื่อมโยงโลกของคอมพิวเตอร์กับโลกของนักเล่นเครื่องเสียงไฮ-ไฟฯ เข้าด้วยกัน
อินทิเกรตแอมป์ที่สามารถต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้กำลังเป็นอุปกรณ์ชนิหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักเล่นเครื่องเสียงยุคใหม่ และยุคกลางเก่า-กลางใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันทำให้การแมตชิ่งซิสเต็มเครื่องเสียงมีความเรียบง่ายมากขึ้น ช่วยลดความยุ่งยากในการเซ็ตอัพลงไปได้มาก
Nova คือชื่อของอินทิเกรตแอมป์รุ่นล่าสุดที่บริษัท Singnal Path International แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาผลิตออกมาภายใต้ชื่อยี่ห้อว่า Peachtree Audio ซึ่งโดยผิวเผินที่มองเห็นด้วยตามันก็คืออินทิเกรตแอมป์หากประเมินด้วยความคุ้นเคย แต่เมื่อพิเคราะห์เจาะลึกกันแล้วจะพบว่า Nova ตัวนี้พิเศษกว่าอินทิเกรตแอมป์ทั่วไปตรงที่ว่ามันมีภาค DAC หรือภาคถอดรหัสสัญญาณเสียงดิจิตอลเป็นอะนาล็อกอยู่ในตัว และเป็นภาค DAC ที่ติดตั้งอินพุต USB มาให้ ทำให้ภาค DAC ของอินทิเกรตแอมป์ตัวนี้สามารถเปิดรับสัญญาณดิจิตอล ออดิโอจากฟร้อนต์เอนด์ที่เป็นคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง
ไฮ-ไฟฯหรือแค่แอมป์แฟนซี?
ภาคขยาย:
ภาคขยายในตัว Nova ให้กำลังขับข้างละ 80 วัตต์ (ที่ 6 โอห์ม) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่ไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่ Wes Philips นักเขียนนักวิจารณ์ของสำนัก stereophile ขาโจ๋ของวงการไฮเอนด์จากประเทศอเมริกาเขียนไว้ในเว็บไซต์ stereophile.com ว่า กำลัง 80 วัตต์/ข้างของ Nova ตัวนี้สามารถขับดันลำโพงตั้งพื้นระดับซูเปอร์ไฮเอนด์อย่าง Aerial 20T Version 2 ออกมาได้อย่างน่าพอใจนี่สิ น่าสนเท่มาก!?
ภาคปรีแอมป์ของ Nova เป็นแบบ hybrid คือใช้หลอดสุญญากาศเบอร์ 6922 ทำงานร่วมกับวงจรเอาต์พุตแบบ solid state class A (ทรานซิสเตอร์) เพื่ออาศัยบุคลิกของหลอดมาช่วยขัดเกลาน้ำเสียงของไฟล์ดิจิตอลความละเอียดต่ำให้มีความละมุนละม่อมมากขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ชื่นชอบเสียงแบบหลอด หรือพบว่าน้ำเสียงไม่แมตชิ่งกับอุปกรณ์อื่นในซิสเต็มก็สามารถกำหนดเลือกให้สัญญาณข้ามผ่าน (bypass) การทำงานของหลอดสุญญากาศได้ง่ายๆ ด้วยการกดปุ่ม 'Tube' บนรีโมตของตัว Nova เท่านั้นเอง วิธีสังเกตก็คือ ถ้ามีแสงสีฟ้าเรืองสว่างใต้ฐานของหลอดแสดงว่าขณะนั้นสัญญาณของภาคปรีฯ ถูกขยายผ่านหลอดด้วย ซึ่งจากการที่ผมทดลองฟังเปรียบเทียบด้วยหูฟังพบว่า กดเลือกให้ภาคปรีฯ ผ่านหลอดจะให้เสียงที่อวบหนาขึ้นเล็กน้อย เป็นการ “พอก” เนื้อเสียงเข้าไปซึ่งจะรู้สึกได้ชัดโดยเฉพาะในย่านกลางต่ำลงไป ซึ่งเป็นบุคลิกที่ไปกันได้ดีกับลำโพงที่มีขนาดเล็ก หรือซิสเต็มที่ไม่ค่อยมีเสียงทุ้มหรือเสียงออกบาง รวมถึงช่วยให้เสียงของไฟล์เสียงที่มีความละเอียดต่ำๆ อย่างพวก MP3 หนาขึ้น ฟังนุ่มหูขึ้น แต่ถ้าเสียงทุ้มของลำโพงกับซิสเต็มไม่มีปัญหา เสียงที่ผ่านหลอดอาจจะทำให้ดุลเสียงกลางต่ำโด่งเกินไปได้เหมือนกัน ควรจะทดลองฟังเทียบดูแล้วเลือกที่ถูกใจ
ส่วนภาคเพาเวอร์แอมป์ของ Nova นั้นใช้ทรานซิสเตอร์ MOS-FET ซึ่งเป็นโซลิดสเตทที่ให้น้ำเสียงคล้ายหลอดมากที่สุดเป็นตัวขยายกำลัง
ดูแค่ภาคแอมปลิไฟล์แล้วก็พอจะประเมินได้ว่า คนออกแบบอินทิเกรตแอมป์ Nova ตัวนี้ไม่ธรรมดาครับ มีกึ๋นอยู่พอตัวทีเดียว พิจารณาจากวิธีคิดในการออกแบบแล้วก็ต้องขออนุญาตฟันธงว่ามันมาทางไฮ-ไฟฯ มากกว่าที่จะเป็นแค่แอมป์แฟนซียุคใหม่ซะแล้วสิ นอกจากนั้น Nova ตัวนี้ยังมีภาค pre-out สำหรับต่อเชื่อมกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าได้ ซึ่งเอื้อต่อการอัพเกรดประสิทธิภาพการขับดันลำโพง หรือจะใช้ต่อเชื่อมกับแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายทอดเสียงทุ้มของซิสเต็มขึ้นมาก็ได้ (เหมาะมากกับคนที่นิยมใช้ชุด stereo 2+1 Ch. ทั้งสำหรับดูหนังและฟังเพลงในเซ็ตเดียวกัน)
ยังไม่หมดครับ สำหรับประสิทธิภาพของภาคแอมปลิไฟล์ของ Nova ตัวนี้ ยังมีอีกหนึ่งความสามารถที่น่าสนใจ นั่นคือ ภาคขยายสำหรับหูฟังที่ดึงสัญญาณจากภาคปรีแอมป์มาใช้ ซึ่งได้ลองแล้วบอกได้คำเดียวว่า ไม่ใช่ของแถมครับ! แต่ตั้งใจให้มาใช้ประโยชน์กับหูฟังระดับกลางๆ ได้เป็นอย่างดี ผมลองใช้หูฟังเล็กพริกขี้หนูอย่าง AKG K420 กับ Sennheiser PX200 II อันละสองพันกว่าบาทและสามพันกว่าบาทมาลองฟัง พบว่าเสียงออกมาดีมาก คุณภาพโดยรวมน่าพอใจ พูดได้ว่า “เข้ากั๊น-เข้ากัน” เป็นอย่างยิ่ง! ตามสเปคระบุอิมพีแดนซ์ภาคขยายหูฟังของ Nova อยู่ที่ต่ำกว่า 30 โอห์ม ในขณะที่สเปคของ K420 และ PX200 II อยู่ที่ 32 โอห์มซึ่งไม่ต่างกันมาก ผลจึงออกมากำลังดี ไม่มิสแม็ท เมื่อผมทดลองใช้หูฟังระดับพระกาฬ “King of Headphone” รุ่น HD 800 ของ Sennheiser มาลองฟังกับภาคขยายหูฟังของ Nova ตัวนี้พบว่า ต้องเร่งวอลุ่มขึ้นมาช่วยเยอะพอดู เสียงที่ออกมาค่อนข้างจะเก็บตัวเร็ว ดุลเสียงค่อนไปทางกลาง-แหลมมากกว่าทุ้ม ความนิ่งและความนวลเนียนของเสียงยังไม่ถึงจุดที่น่าพอใจ (สำหรับผม) ยังเทียบไม่ได้กับตอนที่ฟังผ่านลำโพง 6 โอห์มอย่าง Wharfedale Diamond 10.1 และรู้สึกว่าตอนใช้ K420 กับ PX200 II เสียงโดยรวมจะออกมา “เต็ม” กว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า เมื่อเจอกับอิมพีแดนซ์ที่ 300 โอห์มของ HD 800 ภาคขยายของตัว Nova จะถูกจำกัดกำลังที่จ่ายได้สูงสุดเหลือเพียง 150mW (150 มิลลิวัตต์) เท่านั้น ซึ่งเทียบแล้วก็คิดเป็นแค่ 33 เปอร์เซ็นต์ ของกำลังขับสูงสุดที่ HD 800 สามารถรับมือได้ (ในสเปคของ HD 800 ระบุไว้ที่ 500mW) ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป อย่างต่ำตัวแอมป์ควรจะมีกำลังขับอยู่ราวๆ 75% ของกำลังขับสูงสุดที่ HD 800 สู้ไหว นั่นคือประมาณ 375mW จึงจะทำให้ HD 800 ออกมาเต็มที่จริงๆ สรุปแล้วภาคขยายหูฟังของ Nova รับมือ HD 800 ไม่ไหวครับ!

ภาคดีทูเอ
คอนเวิร์ตเตอร์:
มาดูทางด้านภาค DAC ของ Nova ตัวนี้กันบ้าง ซึ่งหลายๆ สื่อในอินเตอร์เน็ตกำลังชื่นชมกันมาก อ้างอิงตามคำพูดของมิสเตอร์เดวิด โซโลมอน เจ้าของบริษัทและคนออกแบบแอมป์ฯ ตัวนี้เขายืนยันว่า ภาค DAC ที่เขาบรรจุไว้ในแอมป์ฯ โนวาตัวนี้เป็นภาค DAC ที่ใช้ chip D-to-A ที่ดีที่สุดในโลกขณะนี้! โอ้ววว..
ชื่อของชิพตัวนั้นก็คือ Sabre ส่วนรุ่นที่ใช้มีโค้ดรหัสว่า ESS 9006 เป็นผลผลิตทางมันสมองของบริษัท ESS Technology ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจที่ทำมาหากินอยู่กับการออกแบบและผลิตชิพไอซีที่ทำงานเกี่ยวกับเสียงมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 1984 โดยเริ่มทำชิพเสียงบรรจุในตุ๊กตาก่อนแล้วพัฒนามาเป็นชิพเสียงซาวนด์การ์ดสำหรับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องเล่นวีซีดี จนต่อมาภายหลังได้วิศวกรคนเก่งที่ชื่อ Martin Mallinson ที่เคยทำงานให้กับ Analog Devices เข้ามาร่วมทีม และนายมาร์ตินคนนี้นี่แหละที่นำเอาแนวคิดในการรวมความสามารถในการถอดรหัสสัญญาณเสียงดิจิตอล ออดิโอทั้งสองพื้นฐานคือ Direct Stream Digital (DSD) กับ PCM เข้าไว้ในชิพตัวเดียวกันมาพัฒนาในนามของ ESS Technology จนสำเร็จออกมาก็คือตระกูล Sabre Audio DAC ที่ว่านี่แหละ
เท่าที่ค้นคว้ามาด้วยความรู้อันน้อยนิด พบว่าตัวชิพ DAC ตระกูล Sabre นี้เป็นชิพขนาด 32bit และไม่ได้ใช้พื้นฐานการถอดรหัสสัญญาณแบบ Delta-Sigma เหมือนชิพ DAC ทั่วไป เนื่องจาก (ตอนทำงานอยู่กับ Analog Devices) มาร์ตินค้นพบว่า ทุกครั้งที่ทำการเพิ่มจำนวนแชนเนลในการถอดรหัสเข้าไปจากสองเป็นสี่-จากสี่เป็นหก... เพื่อทำการถอดรหัสเสียงของระบบเซอร์ราวนด์ คุณภาพเสียงที่ได้ออกมา (จากการใช้ชิพ DAC แบบ Delta-Sigma) จะมีอัตรา S/N ratio ที่ต่ำลง ในความหมายก็คือ ถ้านำชิพที่ถอดรหัสเสียงแบบ 6 Ch. มาใช้ถอดรหัสสัญญาณดิจิตอล ออดิโอแบบ stereo 2 Ch. ก็จะทำให้อัตรา S/N ratio ของเสียงที่ได้ออกมาลดต่ำลงถึง 6 dB เลยทีเดียว (ในอีกความหมายก็คือมีนอยส์เพิ่มขึ้นถึง 6 dB) ซึ่งจุดมุ่งหมายในการพัฒนาชิพ Sabre ของเขาก็เพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี่เอง คือแม้ว่าชิพ ESS 9006 จะสามารถถอดรหัสสัญญาณดิจิตอล ออดิโอได้พร้อมกันถึง 8 Ch. แต่เมื่อนำมาใช้ถอดรหัสสัญญาณดิจิตอล ออดิโอที่เป็นระบบเสียงสเตอริโอมันก็จะไม่ทำให้ปัญหาของสัญญาณรบกวนที่เพิ่มขึ้นเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับชิพ DAC ที่ใช้พื้นฐานการทำงานแบบ Delta-Sigma
ภาค DAC ในตัว Nova จะทำการอัพแซมปลิ้งสัญญาณอินพุตขึ้นไปที่ระดับ 24/96 แล้วนำจำนวนข้อมูลที่ได้ไปคลี่คลายเพื่อคำนวณหาค่า master clock โดยอาศัยคริสตอลเป็นตัวสร้างและควบคุมความแม่นยำด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ จากนั้นจึงใช้ master clock ที่สร้างขึ้นมาเองไปควบคุมการส่งผ่านข้อมูลระหว่างอินพุตของชิพ ESS 9006 ให้พอดีกับอัตรา clock ภายในตัว DAC อีกชั้นหนึ่ง นั่นจึงทำให้แทบจะไม่มีปัญหา jitter ขึ้นในระบบเลย ซึ่งในสเปคระบุว่า ภาค DAC ของตัว Nova ตัวนี้มีค่า jitter หรือความคลาดเคลื่อนเชิงเวลาต่ำกว่า 1 picosecond หรือเท่ากับเศษหนึ่งส่วนล้านของวินาทีเท่านั้นเอง โอ้ แม่เจ้า!
เป็นไงครับ! เริ่มรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาของแอมป์ฯ ตัวนี้ขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วใช่มั้ย? เจอภาคแอมป์กับภาค DAC เข้าไปอย่างนี้แล้ว น่าจะพอสรุปได้ว่าเจ้า Nova ตัวนี้ไม่ใช้แอมป์ฯ แฟนซีอย่างแน่นอนครับ...
โฉมงาม + ความสามารถเยี่ยม
ใช่เพียงว่าจะเอาดีเฉพาะทางด้านเทคนิคและเทคโนฯ เท่านั้น แต่หน้าตาภายนอกของ Nova ก็ยังคงมีดีไซน์ที่คุ้นตาตามแบบอย่างของอุปกรณ์เครื่องเสียงไฮ-ไฟฯ ทั่วไปแต่สวยกว่า ที่แผงหน้าซึ่งทำด้วยแผ่นอะลูมิเนียมลงสีธรรมชาติถูกประดับประดาไว้ด้วยอีลีเม้นต์ต่างๆ อันประกอบด้วยปุ่มกดทรงกลมขนาดเล็กเรียงแถวกัน 8 ปุ่ม มีไว้สำหรับกดเลือกแหล่งอินพุตที่สามารถต่อเชื่อมเข้ากับ Nova ได้มากถึง 8 อินพุตด้วยกัน โดยแยกเป็นดิจิตอล อินพุตจำนวน 5 อินพุต (coaxial input = 2 / optical input = 2 / USB input = 1) อะนาล็อก อินพุตอีก 3 ช่อง ซึ่งมีอยู่หนึ่งช่องเป็นอะนาล็อก อินพุตแบบ bypass สำหรับใช้ร่วมกับสัญญาณอะนาล็อก เอาต์พุตที่มาจากปรี-โปรเซสเซอร์ของระบบโฮมเธียเตอร์ในกรณีที่นำ Nova ตัวนี้ไปใช้งานร่วมกับแอมป์เซอร์ราวนด์ในชุดโฮมเธียเตอร์
นอกจากนั้นก็เป็นปุ่ม power สำหรับกดเปิด/ปิดเครื่อง และปุ่มปรับวอลุ่มที่ทำเป็นวงล้ออะลูมิเนียมขนาดใหญ่กระชับมือ ที่เหลืออีก 2 อย่างบนหน้าปัดก็คือจุดรับสัญญาณรีโมต (remote receiver) กับรูเสียบแจ๊คหูฟัง ซึ่งถือว่าเป็นหน้าปัดที่ดีไซน์ได้เรียบง่าย สบายตา ในขณะเสียบสายไฟเอซีเข้าเครื่องแต่ยังไม่กดปุ่มเปิด/ปิดจะมีแสงไฟสีส้มแดงเรืองสว่างอยู่รอบๆ ตัวปุ่มเปิด/ปิด และเมื่อกดเปิดใช้งานตัวเครื่อง แสงสีส้มแดงตรงรอบๆ ปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่องจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเรืองขึ้นมาแทน พร้อมๆ กับที่รอบๆ ปุ่ม USB-input ก็จะมีแสงสีฟ้าเรืองขึ้นมาด้วย ครั้งแรกที่คุณเสียบสาย USB cable จากคอมพิวเตอร์เข้าที่ช่องอินพุต USB ของตัว Nova และเมื่อพร้อมทำงาน แสงสีฟ้ารอบๆ ปุ่ม USB-input จะกะพริบแบบสลับไป-มา (ภายในบรรจุหลอด LED ไว้สามหลอด) เพื่อแสดงให้ทราบว่าตัวคอมพิวเตอร์กำลังทำการติดตั้งไดรเวอร์สำหรับ USB อยู่ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว แสงสีฟ้ารอบๆ ปุ่ม USB-input ก็จะหยุดกะพริบเพื่อบอกให้รู้ว่า ช่อง USB-input ของ Nova พร้อมแล้วสำหรับการรองรับไฟล์เสียงจากคอมพิวเตอร์ตัวนั้น และในขณะที่ใช้ช่องดิจิตอล-อินพุตช่องอื่นถ้าสัญญาณอินพุตไม่ถูกล็อคด้วยภาคอินพุตของ DAC แสงสีฟ้าที่อยู่รอบปุ่มอินพุตนั้นก็จะกะพริบไม่หยุดเช่นกันเมื่อล็อคได้แล้วจึงจะหยุดกะพริบ ถ้าคุณกดเลือกไปที่ปุ่มอินพุตอื่นๆ แสงสีฟ้าก็จะเปลี่ยนไปสว่างรอบๆ ปุ่มนั้นๆ วนเวียนไปตามที่คุณกดเลือก เมื่อนำ Nova ไปใช้งานอยู่ภายในห้องที่ติดไฟสลัวๆ แสงสีฟ้าเมื่อตัดกับหน้าปัดสีบลอนซ์เงินจะดูคลาสสิคมาก ยิ่งไปกว่านั้น โดยรอบตัวเครื่องด้านบนและด้านข้างได้ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยแผ่นไม้ที่ลบเหลี่ยมมุมให้โค้งมน ช่วยทำให้ตัวเครื่องแลดูนุ่มนวลต่อสายตามากขึ้นไปอีก
บนแผงด้านหลังคือพื้นที่สำหรับติดตั้งอินพุตเทอร์มินัลทั้งหมดทั้งแบบดิจิตอลและอะนาล็อกสอดคล้องกับปุ่มอินพุต ซีเล็คเตอร์ที่อยู่ด้านหน้า นอกจากนั้นก็ยังมีช่องปรี-เอาต์ฯ อีก 2 ช่อง (ใช้ขั้วต่อ RCA) โดยเป็นแบบ variable output (Pre-Out) สำหรับใช้ต่อกับเพาเวอร์แอมป์หรือซับวูฟเฟอร์ภายนอกซึ่งจะผ่านวอลุ่ม สามารถปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงได้ ส่วนอีกช่องเป็นแบบ fixed output (Line-Out = ไม่ผ่านวอลุ่ม ปรับเปลี่ยนระดับเสียงไม่ได้) สำหรับต่อเชื่อมกับปรีแอมป์หรืออินทิเกรตแอมป์ในกรณีที่คุณวางแผนที่จะใช้ Nova ตัวนี้ทำหน้าที่เป็น DAC เพียวๆ ส่วนช่อง analog-input ช่องที่ 3 นั้นจะมีสวิตช์เลือกให้เป็นช่องอินพุตธรรมดา (ผ่านภาคปรีแอมป์ของตัว Nova) หรือจะเลือกให้เป็นช่องอินพุตแบบบายพาส (วิ่งตรงเข้าภาคเพาเวอร์แอมป์ ไม่ผ่านภาคปรีแอมป์ของตัว Nova) ก็ได้

ดิจิตอล ฟิลเตอร์ มีผลกับเสียง!
ถ้าสังเกตด้านซ้ายมือสุดของพื้นที่บนแผงหลังจะเห็นว่ามีปุ่มกดอันเล็กๆ อยู่หนึ่งอัน นั่นคือปุ่มกดเลือกลักษณะการทำงานของวงจร digital filter ที่จะทำการกรองสัญญาณดิจิตอลที่ป้อนเข้ามาทางช่องดิจิตอลอินพุตทุกช่อง ไม่ว่าคุณจะป้อนเข้ามาทางช่อง coaxial, optical หรือแม้แต่ช่อง USB ถ้าคุณไม่กดปุ่มนี้ วงจรดิจิตอล-ฟิลเตอร์ภายในตัว Nova จะเป็นแบบที่มีอัตราลดทอนสัญญาณแบบลาดชันสูง (sharp) คือพอถึงจุดสูงสุดของความถี่ที่สัญญาณอินพุตนั้นสามารถให้ได้วงจรฟิลเตอร์ก็จะทำการตัดความถี่ตอบสนองลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณกดปุ่ม filter ให้จมลงไป วงจรดิจิตอล-ฟิลเตอร์ของตัว Nova ก็จะถูกเปลี่ยนไปทำงานในรูปแบบที่มีอัตราลดทอนสัญญาณที่มีความลาดชันลดลง (slow) คือพอถึงจุดสูงสุดของความถี่ที่สัญญาณอินพุตนั้นสามารถให้ได้วงจรฟิลเตอร์ก็จะค่อยๆ ลดระดับความดังของความถี่ตอบสนองลงทีละน้อยเป็นลำดับ ซึ่งวงจรดิจิตอล-ฟิลเตอร์ทั้งสองแบบจะให้บุคลิกเสียงออกมาต่างกัน ใครจะชอบแบบใดก็ไม่ผิด แต่จากที่ผมทดลองฟังด้วยหูฟังและชุดเครื่องเสียงอย่างพินิจพิเคราะห์พบว่า เมื่อปรับใช้ฟิลเตอร์ slow เสียงที่ได้จะมีเนื้อเสียงหนากว่า สปีดของเพลงเนิบลงเล็กน้อยแต่ฟังแล้ว “ตามทัน” มากกว่า เป็นดนตรีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฟังจากไฟล์ที่ความละเอียดสูงกว่าซีดีขึ้นไป อย่างเช่นไฟล์ FLAC 24bit/44.1kHz ของ The Beatles ที่มาในลูกแอปเปิ้ล หรือจากไฟล์ WAV 24bit/96kHz จากแผ่น DVD ในอัลบั้มของ John Cougar Mellencamp ชุด Life Death Love And Freedom ผมพบว่า เมื่อเลือกใช้ฟิลเตอร์แบบ slow จะได้ยินรายละเอียดของเนื้อเสียงครบกว่า เมื่อฟังด้วยฟิลเตอร์แบบ sharp สามารถรู้สึกได้ถึงความต่อเนื่องของคอนทราสต์ของไดนามิกเสียงที่เป็นลำดับชั้นมากกว่า ทั้งช่วง “ขาขึ้น” คือจากเบาขึ้นไปหาดัง, และช่วง “ขาลง” คือจากดังลงมาหาเบา เข้าใจว่าผลลัพธ์ของฟิลเตอร์ทั้งสองแบบนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานของวงจรขยายและพฤติกรรมการตอบสนองสัญญาณของลำโพงในซิสเต็มนั้นๆ ด้วย ซึ่งในซิสเต็มของผม ผมชอบเสียงของฟิลเตอร์แบบ slow มากกว่า ฉะนั้น หากคุณไปทดลองฟัง Nova ด้วยอินพุตดิจิตอล อย่าลืมทดลองฟังฟิลเตอร์ทั้งสองแบบเทียบกันด้วยก่อนตัดสินใจ
เซ็ตอัพ + คุณภาพเสียง
ตัวเลข 80 วัตต์ต่อข้างที่ 6 โอห์มของ Nova ตัวนี้หากจะว่าไปแล้วก็ถือว่าเป็นแอมป์ที่มีสมรรถนะในการขับดันลำโพงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง มันไม่สามารถขยับวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ของลำโพงที่มีความไวแค่ 84dB อย่าง ATC รุ่น SCM7 (8 โอห์ม) ให้ดันเสียงออกมาจนสุดพลังได้ และเมื่อใดก็ตามที่ Nova ต้องแบกภาระกับลำโพงที่ขับยากเช่นนี้ มันจะทำให้บุคลิกเสียงของเพลงที่ฟังมีลักษณะของความนุ่มนวลผสมเข้ามามากหน่อย สังเกตจากปลายแหลมที่โรยตัวและอิมแพ็คของเสียงทุ้มที่ผ่อนปรน แต่เมื่อจับกับ Totem The One (87dB/4 โอห์ม) ดูเหมือนว่าเจ้า Nova จะคบหากับโทเท็มได้ถูกคอกันมากกว่า ทางด้านพลังเสียงนั้นรับได้เลย แม้จะรู้สึกว่าดุลเสียงจะหนักไปทางกลางแหลมมากกว่าทุ้มสักนิด และรู้สึกได้ว่าเดอะ วันสามารถขยับไปข้างหน้ามากกว่านั้นได้อีก แต่เมื่อทดลองเซ็ตอัพเดอะ วันในห้องรับแขกที่ไม่กว้างนัก พลัง 80 วัตต์ของ Nova นับว่าเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เดอะ วันร้องเพลงให้ฟังได้ และเมื่อลองเปลี่ยนมาใช้ ProAc Response D1 ที่มีความไวใกล้เคียงกับเดอะ วัน (87.5dB/8 โอห์ม) ผลลัพธ์ก็ออกมาในทิศทางเดียวกับ ATC คือขับพอไหวแต่ต้องใช้วอลุ่มเยอะหน่อย ส่วนดุลเสียงก็หนักกลาง-แหลมมากกว่าทุ้ม (ไม่ต้องพะวงกับระดับวอลุ่มของ Nova เพราะคุณสามารถหมุนขึ้นไปได้จนเลยเที่ยงโดยที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายกับลำโพง)
ข้างต้นนั้นคือผลของความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันทาง “อิมพีแดนซ์” ระหว่างลำโพงกับเอาต์พุตของแอมป์มันส่งผลต่อเสียงที่ได้ยิน แต่โดยทฤษฎีแล้ว แม้อิมพีแดนซ์จะไม่ตรงกันแต่ถ้าเป็นแอมป์โซลิดสเตทจะยังสามารถใช้งานได้และไม่ส่งผลเสียต่อเสียงมากเท่ากับแอมป์หลอด แต่เพื่อให้การทดสอบคุณภาพของ Nova มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ผมได้ทดลองใช้ลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ 6 โอห์มกับแอมป์ตัวนี้ด้วย ที่หาได้ในขณะนั้นก็คือ Wharfedale Diamond 10.1 กับรุ่น EVO2 8 ซึ่งเป็นลำโพงวางหิ้งขนาดกะทัดรัดทั้งคู่ มีอิมพีแดนซ์ 6 โอห์มพอดี ซึ่งตัว Diamond 10.1 มีความไวอยู่ที่ 86dB รับกำลังสูงสุดได้ 100 วัตต์ สเปคตรงตามสูตรของผมเป๊ะๆ นั่นคือ กำลังขับของ Nova อยู่ที่ 80 วัตต์ที่ 6 โอห์ม ซึ่งเท่ากับ 80% ของกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงรับได้ (ในสูตรการแมตชิ่งลำโพงกับแอมป์ของผมนั้นระบุไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 75%) ซึ่งผลจากการทดลองฟังพบว่า น้ำเสียงของ Nova+ลำโพงทั้งสองคู่นี้ออกมาดีมาก ในแง่ของพลัง รายละเอียด โทนัลบาลานซ์ และน้ำเสียง สำหรับการเซ็ตอัพการฟังแบบ nearfield ส่วนถ้าใครมีห้องขนาดใหญ่และชอบฟังแบบ farfield แนะนำให้จับคู่กับซีรีส์ EVO2 รุ่น 30 หรือ 40 ก็ได้เชื่อว่าเสียงน่าจะออกมาดีกว่า Diamond 10.1 เพราะเป็นซีรีส์ที่สูงกว่าซึ่งมีอิมพีแดนซ์ 6 โอห์มเท่ากัน และที่สำคัญคือตอบสนองความถี่กว้างกว่า และความไวก็สูงกว่าด้วย
ข้อสรุปข้างต้นผมได้จากการทดลองใช้ภาคปรีฯ ของ Nova ส่งตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ Pass Lab และ VTL เป็นส่วนประกอบในการฟังเทียบซึ่งพบว่า ภาคปรี-เอาต์ฯ ของ Nova ไปกับ VTL ได้ดีกว่า Pass Lab ซึ่งเมื่อเพิ่มเพาเวอร์แอมป์เข้าไปแล้วใช้ขับลำโพงเล็กมหากาฬทั้งสามคู่ข้างต้นคือ Totem, ProAc และ ATC โดยที่ใช้ภาค DAC กับภาค Pre-Out ในตัว Nova พบว่าเสียงของลำโพงทั้งสามคู่ออกมาดีกว่าตอนขับด้วยภาคเพาเวอร์แอมป์ของ Nova เองพอมากทีเดียว (เหตุผลนั้นเป็นที่กำลังสำรองและอิมพีแดนซ์ที่ตรงกันด้วย)
ผมทดลองฟังเสียงของ Nova ผ่านอุปกรณ์ต้นทางหลากหลายชนิด ทั้ง analog และ digital (ดูรายละเอียดในกรอบแยก) โดยเฉพาะทางด้านดิจิตอลนั้นมีอะไรน่าสนใจให้ค้นหามากทีเดียว ผมทดลองใช้เครื่องเล่น blu-ray ยี่ห้อ Oppo BDP-83 เป็นทรานสปอร์ตเล่นแผ่น CD ส่งข้อมูลเสียงเข้าทางช่อง coaxial ของ Nova พบว่า มันให้แนวเสียงที่เปิดเผย มีพลังออกมาในวูบแรก แต่เมื่อฟังผ่านไปอีกวูบกลับพบว่า ในความเปิดเผยและทรงพลังนั้น มันได้ผสมผสานไว้ด้วยความพลิ้วกังวานที่เจือความฉ่ำอยู่ในทีด้วย ไม่ใช่ความเปิดเผยแบบสาดเทหรือหยิบจับเสียงดนตรีพุ่งยื่นออกมาต่อหน้า หากแต่เป็นไปในลักษณะของการเก็บกวาดพื้นเสียงได้หมดจดจนสามารถมองทะลุลงไปในรายละเอียดต่างๆ ได้ครบถ้วน ไม่มีเขม่าควันบดบังมากกว่า รูปวงของเวทีเสียงมีความสมดุล ทั้งในแนวกว้าง, ลึก และสูง ภาพ DAC ในตัว Nova ไม่ได้ขยายอันออกไปจนเกินเลย พิสูจน์ได้จากการฟังเพลงยุคเก่ากับยุคใหม่ของ The Beatles เปรียบเทียบกันซึ่งลักษณะทางด้านมิติของเวทีเสียงของเพลงที่ปรากฏออกมาก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคของเพลงด้วย
และเมื่อทดลองป้อนข้อมูลที่เป็นไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์เข้าทางช่อง USB-input ของ Nova ตัวนี้พบว่า มันให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่น่าประทับใจมาก! พื้นเสียงที่ใสสะอาดอย่างยิ่งกับไทมิ่งของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นที่เคลื่อนไหวได้ถูกต้องเที่ยงตรงและเป็นอิสระจาก jitter คือผลลัพธ์ที่ว่า และเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของการต่อเชื่อมระหว่างภาค DAC กับทรานสปอร์ตด้วยอินเตอร์เฟส USB เมื่อผมทดลองฟังไฟล์เพลง AIFF จากอัลบั้มตัวอย่าง (Sampler) ของเว็บไซต์ HDTracks.com ซึ่งเข้ารหัสมาจากสัญญาณ PCM 16bit/44.1kHz (เล่นด้วยโปรแกรม Foobar2000) กับไฟล์เพลงตัวอย่างที่เป็น WAV ของค่าย 2L ซึ่ง rip มาจากแผ่นซีดีพบว่าเสียงออกมาดีมาก สะอาด เที่ยงตรง ลื่นไหล เต็มไปด้วยรายละเอียด และชัดเจนแบบไม่เน้นขอบ และที่สำคัญเมื่อเทียบกับสัญญาณเสียงทาง coaxial แล้วพบว่า ทางช่อง USB จะให้พื้นเสียงที่ใสกว่า (ทั้งๆ ที่ทางช่อง coaxial ก็ใสมากอยู่แล้ว) พิสูจน์ได้จากการทดลองฟังอัลบั้มชุด Crown Imperial ของสังกัด Reference Recording จากแผ่นซีดีด้วย Oppo เข้าทางช่อง coaxial เทียบกับริปป์เข้าคอมเป็นไฟล์ WAV 16bit/44.1kHz แล้วเล่นด้วย Foobar2000 เข้าทางช่อง USB แค่ช่วงต้นของแทร็คแรกก็จะเห็นได้ชัดว่าสัญญาณเสียงทางช่อง USB สามารถแจกแจงรายละเอียดที่ระดับความดังต่ำๆ ออกมาได้ดีกว่า คือแม้ว่าเสียงดนตรีจะเบามาก แต่ไม่รู้สึกว่าอยากเร่งวอลุ่มขึ้นมาเพราะรับรู้ได้ว่า “บรรยากาศ” ของเสียงมันเปิดโล่งออกมาเต็มที่แล้ว ไม่หุบทึบเหมือนตอนฟังจากช่อง coaxial รวมถึงตอนโหมก็รู้สึกได้ว่า ที่ช่อง USB ให้พลังที่เปิดโล่งสุดๆ กว่า ในขณะที่ช่อง coaxial เหมือนจะเป็นความดังที่ถูก boost ด้วยอีคิวนิดๆ
เสียงจากช่อง coaxial จะให้เนื้อมวลที่อิ่มหนากว่าและให้แรงปะทะที่หนักหน่วงกว่าช่อง USB นิดหน่อย แต่เมื่อสลับฟังเทียบกันจะรู้สึกว่าสัญญาณเสียงทางช่อง USB ให้แบนด์วิธในการตอบสนองความถี่ที่กว้างกว่า พิสูจน์จากการไต่ทะยานของปลายเสียงแหลมและการดิ่งลงของปลายเสียงทุ้มซึ่งช่อง USB ไปได้ไกลกว่าทั้งสองด้าน ซึ่งนั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฟังจากช่อง USB แล้วรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของดนตรีมีลีลาที่คลี่คลายและเป็นอิสระมากกว่า
เมื่อเล่นด้วยไฟล์คอมพิวเตอร์ผ่านเข้าทางช่อง USB แอมป์ตัวนี้จะให้ระดับความดังของเสียงแตกต่างกันไปตามระดับบิตเรตของสัญญาณด้วย อย่างเช่น เมื่อเล่นไฟล์ 24/96 จะได้ความดังของเสียงออกมามากกว่าเมื่อเล่นด้วยไฟล์ 16/44.1 เปรียบเทียบโดยปรับปุ่มวอลุ่มไว้ที่ตำแหน่งเดียวกัน
สรุป
สำหรับผมแล้ว Nova คืออินทิเกรตแอมป์ที่เกิดมาเพื่อ “ปฏิวัติ” วิธีการเล่นเครื่องเสียงของวงการอย่างแท้จริงส่วนที่เจ๋งเป้งที่สุดของมันอยู่ที่ภาค DAC ซึ่งให้เสียงที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดแตกต่างจากภาค DAC ตัวอื่นๆ ที่ใช้ชิพของผู้ผลิตเจ้าเดิมๆ ที่คุ้นชื่อ 2-3 เจ้าในตลาดอย่างชัดเจน
ถ้าคุณต้องการซิสเต็มเรียบง่ายที่เสียงดี เป็นดนตรีสูง แค่หาลำโพงระดับกลางๆ ที่มีอิมพีแดนซ์ 6 โอห์มกับความไวตั้งแต่ 89dB ขึ้นไปมาจับคู่กันมันก็จบแล้ว แต่ถ้าคุณมีแอมป์+ลำโพงที่เข้าขากันดีอยู่แล้ว ก็สามารถใช้ Nova เป็น DAC เพียวๆ ได้
ใครที่เคยจัดแมตชิ่งระหว่างแอมป์กับลำโพงโดยไม่เคยสนใจตัวเลข “อิมพีแดนซ์” มาก่อนขอให้ลองเล่นกับ Nova ดูสักหน่อย ผมเทียบมาแล้วระหว่างลำโพงราคาแพงกว่าสามเท่าแต่อิมพีแดนซ์ไม่ใช่ 6 โอห์มกับลำโพง 6 โอห์มแต่ถูกกว่าแค่หนึ่งในสาม ผลคือ ลำโพงคู่หลังเสียงโดยรวมออกมาดีกว่าครับ!
|