ลำโพง USHER Be-10 เที่ยงตรงแม่นยำราวกับเครื่องตรวจจับโลหะ

 

ถ้าคุณกำลังมองหาลำโพงที่สามารถให้น้ำเสียงที่ใสสะอาดได้อย่างถึงสุดขีดอยู่ละก็ Usher Be-10 คือลำโพงที่แม้แต่ David Price ยังต้องออกมาแนะนำด้วยตัวเองเพื่อให้คุณทดลองฟังลำโพงรุ่นนี้ให้จงได้

          ความน่าอายของผมอย่างหนึ่งก็คือ วิชาสายวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวที่ผมไม่ถนัดเอาเสียเลยก็คือ วิชาฟิสิกส์ ผมต้องยอมรับเลยว่า ตัวผมเองนั้นไม่ใช่พวกที่หลงใหลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือพวกเครื่องยนต์กลไกอะไรซักเท่าไหร่นัก แตกต่างกับคนวัยเดียวกันกับผมที่มักจะหลงใหลในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก รวมถึงพวกระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเมื่อราว 15 ปีที่แล้ว ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ผมหลงใหลเป็นอย่างมากกลับเป็นสาขาวิชาเกี่ยวกับเคมีเสียมากกว่า จะว่าไปแล้ว ผมเองก็ไม่ได้บ้าวิชาเคมีมากขนาดจนเหมือนกับเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์ที่วันๆ เอาแต่จ้องหลอดทดลอง หรือมัวแต่ขลุกอยู่กับตะเกียงบูนเซ็นเพื่อใช้ในการเผาสสารต่างๆ เพื่อสังเกตควันที่ได้จากการเผาไหม้ (ยกเว้นก็แต่การทดลองที่ต้องเทน้ำลง พวกสารประเภทกรดต่างๆ ซึ่งผมไม่เคยที่จะพลาดความตื่นตาตื่นใจจากมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว) แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผมจะหลงเข้ามาอยู่ในโลกของวิชาเคมีโดยบังเอิญก็ว่าได้ แถมผมยังสามารถทำมันได้ดีเสียด้วย

            หนึ่งในเหตุผลที่ผมเรียนเกี่ยวกับตารางธาตุก็เพราะรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อได้ทราบว่า ด้วยตารางธาตุนี้นี่แหละ คือทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องรู้สำหรับสสารทางเคมีต่างๆ ซึ่งรายละเอียดต่างๆ อยู่ตรงหน้าคุณนี่เอง ด้วยการเรียนรู้และศึกษาตารางธาตุ จะช่วยทำให้คุณสามารถที่จะเข้าใจและเรียนรู้รายละเอียดรวมถึงส่วนประกอบของสสารทางเคมีได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการเรียนรู้ ผมจะต้องท่องรายชื่อธาตุต่างๆ อย่างเป็นบ้าเป็นหลังก็ตามที “H-He-Li-Be-B-C-N-O-F-Ne-Na-Mg-Al-Si-P-S-Cl-Ar-K-Ca” ถึงแม้การท่องจำรายชื่อธาตุต่างๆ เหล่านี้จะไม่ง่ายเหมือนการใช้วลีช่วยจำอย่างประโยคที่ว่า “Every Good Boy Deserves Football” ที่เรามักใช้กันในวิชาดนตรีที่เกี่ยวกับการเขียนโน้ต ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาที่ผมได้เคยเรียนเหมือนกัน ซึ่งแน่นอนว่าวิชาเคมียากกว่าเยอะมาก

 

            หลังจากผ่านเวลาช่วงดังกล่าวมาราวสิบปีเห็นจะได้ ถึงแม้ความรู้ต่างๆ ที่ผมได้เคยเรียนรู้มาจะสูญหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่อย่างน้อย ผมก็ยังสามารถที่จะจดจำตารางธาตุได้เป็นอย่างดี รวมถึงเกี่ยวกับความสนใจทางเทคโนโลยีทางด้านสสารที่ยังคงอยู่จนทุกวันนี้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมสนใจในด้านการออกแบบลำโพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกวัสดุมาใช้ในการทำดอกลำโพงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่เยื่อฟิล์มพลาสติกสำหรับการออกแบบลำโพงอิเล็กโตรสแตติกไปจนถึงโลหะเงินสำหรับการผลิตดอกลำโพงริบบ้อนแบบโลหะ รวมถึงดอกลำโพงกรวยกระดาษอาบน้ำยาหรือดอกลำโพงกรวยพลาสติกที่มีการใช้งานในดอกลำโพงแบบมูฟวิ่งคอยล์ทั่วๆ ไป ความสนุกของการออกแบบดอกลำโพงก็คือ ความที่มันไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว หลักการที่สำคัญเพียงอย่างเดียวในการออกแบบดอกลำโพงก็คือ ดอกลำโพง หรือสิ่งที่นำมาใช้ในการผลิตดอกลำโพงเพื่อผลักดันมวลอากาศสำหรับการสร้างเสียงนั้น ต้องมีน้ำหนักที่เบา แข็งแกร่ง และปราศจากเรโซแนนท์ หรือการสั่นค้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ผมเกือบลืมรายละเอียดส่วนที่สำคัญไปก็คือ ลำโพงที่ถูกผลิตหรือออกแบบขึ้นมานั้น ต้องมีราคาที่สมเหตุสมผล ไม่มีราคาที่แพงเกินความเป็นจริงจนไม่สามารถที่จะผลิตขึ้นมาขายได้ ต้องอย่าลืมว่าลำโพงแต่ละแบบหรือแต่ละรุ่นที่จะผลิตขึ้นมานั้น ต่างล้วนแล้วแต่มีต้นทุนในตัวเองทั้งสิ้น รวมถึงต้องสามารถผลิตออกมาขายได้จริง และสามารถทำกำไรให้กับบริษัทผู้ผลิตได้อย่างสมเหตุสมผล (ซึ่งนี่คือสิ่งที่สำคัญที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตลำโพงยังคงสามารถดำเนินกิจการกันได้อยู่จนถึงทุกวันนี้) ดังนั้นการพิจารณาถึงเรื่องต้นทุนการผลิตจึงถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญและละเลยไม่ได้เลยในการออกแบบลำโพง ซึ่งนี่เองคือเหตุผลที่ว่า ทำไมลำโพงส่วนมากถึงเลือกใช้ดอกลำโพงแบบมูฟวิ่งคอยล์ (เนื่องจากดอกลำโพงประเภทนี้เป็นดอกลำโพงที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แถมยังเป็นดอกลำโพงที่ผลิตง่ายที่สุดอีกด้วย) และนี่เอง คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ว่า ทำไมดอกลำโพงแบบมูฟวิ่งคอยล์ส่วนมากถึงได้ใช้วัสดุกรวยลำโพงเป็นพลาสติกไม่ประเภทใดก็ประเภทหนึ่ง เนื่องจากพลาสติกเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย และมีการนำมาใช้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำอัดลมแบบพลาสติก ไปจนถึงขวดแชมพูสระผม เป็นต้น

            ก่อนที่เราจะศึกษากันถึงรายละเอียดที่ว่า ทำไมลำโพงที่มีการผลิตขึ้นมาขายจริงถึงได้แตกต่างกับลำโพงที่ถูกออกแบบขึ้นมาตามทฤษฎีในอุดมคติอย่างมากมายถึงเพียงนี้ ซึ่งดูๆ ไปแล้วก็น่าขันเหมือนกันที่คำว่าเงินมีผลต่อทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม คุณอย่าลืมว่าที่ผมกล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงแค่ครึ่งเดียวของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าคุณจะได้วัสดุในการผลิตดอกลำโพงที่ดีที่สุดมาอยู่ในมือก็ตาม มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดเสมอไป เนื่องจากคุณจะต้องเอาดอกลำโพงที่ว่านี้ มารวมเข้ากับตู้ลำโพง รวมถึงนำมาใช้งานร่วมกับดอกลำโพงอื่นๆ ที่อยู่ในตู้ได้เป็นอย่างดีเสียก่อน แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คุณสามารถมั่นใจได้เลยก็คือ ถ้าคุณไม่ได้วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับใช้ในการผลิตดอกลำโพงมาอยู่ในมือแล้วละก็ คุณไม่สามารถที่จะได้เสียงที่ดีที่สุดออกมาอย่างแน่นอน

            เช่นเดียวกับลำโพง Usher Be-10 ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในการขึ้นมาเป็นลำโพงระดับ state-of-the-art โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบดอกลำโพงที่ไม่ใช้ทั้งกรวยลำโพงวัสดุโพลีโพรไพลีนหรือกระดาษ แต่กลับเลือกใช้เบริลเลียมสำหรับดอกลำโพงเสียงแหลมและเสียงกลาง จากความรู้ทางด้านเคมีของผม เบริลเลียมคือโลหะเสถียรที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก และเป็นธาตุโลหะที่มีอยู่จริงเพียงชนิดเดียวที่มีน้ำหนักมากที่สุดเป็นอันดับสี่ ถึงแม้ว่าตามตารางธาตุแล้ว ไฮโดรเจนหรือฮีเลียมจะเป็นธาตุที่มีน้ำหนักเบากว่าก็ตาม แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ธาตุไฮโดรเจนและฮีเลียมมีสถานะเป็นก๊าซ ดังนั้นการนำมาผลิตดอกลำโพงจึงดูเหมือนเป็นเรื่องที่เพ้อฝันเกินไป รวมถึงธาตุลิเธียมที่ถึงแม้จะมีน้ำหนักเบากว่าและเป็นธาตุโลหะ แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีว่าธาตุนี้เป็นอันตรายมาก และผมเองก็ไม่อยากนั่งใกล้ทวีตเตอร์ที่ทำจากลิเธียมสักเท่าไหร่นัก ถ้ามันไม่ได้ถูกแช่อยู่ในน้ำมันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสันดาปจนลุกไหม้เป็นอันตรายขึ้นมา โดยสรุปแล้ว เบริลเลียม หรือ Be คือโลหะเสถียรที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้จึงเหมาะในการใช้เป็นวัสดุในการสร้างความถี่เสียง และด้วยธรรมชาติของโลหะชนิดนี้ จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนำมาใช้ในการขับเคลื่อนมวลอากาศมากกว่าดอกลำโพงรุ่นเก่าที่ใช้โลหะอย่างแม็กนีเซียมหรืออะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เบริลเลียมจะเป็นโลหะที่เหมาะสำหรับการนำมาใช้ทำดอกลำโพงมากขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นธาตุโลหะที่สมบูรณ์แบบอยู่ดี เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนในหารผลิตที่สูงมากในการผลิตให้ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการผลิตออกมาเป็นลำโพงสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยังมีต้นทุนในการผลิตที่ยังสูงอยู่พอสมควร

            นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมถึงยังมีบริษัทผู้ผลิตลำโพงเพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้นที่นำวัสดุประเภทนี้มาใช้ในการผลิตดอกลำโพง รวมถึงลำโพง Yamaha NS1000M ที่เต็มไปด้วยความโดดเด่นและผมก็ยังคงใช้งานอยู่จนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าเบริลเลียมเองก็ยังมีข้อด้อยอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของต้นทุนการผลิตที่ผมได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่ด้วยความเร็วของน้ำเสียง, ความใสสะอาด รวมไปถึงความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดเสียงต่างๆ คือสิ่งที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนจากลำโพงรุ่นอื่น จุดแข็งของลำโพง Yamaha รุ่นที่กล่าวมานี้ไม่ได้อยู่ที่การใช้ทวีตเตอร์ที่ทำมาจากเบริลเลียม แต่หากอยู่ที่การนำมาจับคู่กับดอกลำโพงเสียงกลางแบบโดมเบริลเลียมได้อย่างลงตัว ด้วยลำโพงรุ่นนี้คุณสามารถที่จะได้ยินความถี่เสียงเกือบทั้งหมดที่หูมนุษย์พึงจะได้ยิน พร้อมด้วยเฟสเสียงที่พร้อมเพรียงกัน, รวมถึงความสามารถในการถ่ายทอดเสียงต่างๆ ออกมาได้อย่างเป็นอุดมคติ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้น ได้สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับผมเป็นอย่างมาก สำหรับลำโพงที่ใช้ดอกลำโพงแบบเบริลเลียมเหมือนกัน เราสามารถรวมลำโพง Usher Be-10 เข้าไปในกลุ่มเดียวกับลำโพง Yamaha NS1000M ได้ด้วย เนื่องจากลำโพง Usher รุ่นนี้เองก็ใช้ดอกลำโพงทวีตเตอร์และดอกลำโพงเสียงกลางที่ทำมาจากเบริลเลียมเหมือนกัน ถึงแม้ดอกลำโพงเสียงกลางของ Usher Be-10 จะเป็นแบบโดมเว้าเหมือนกับดอกลำโพงแบบโคนปกติก็ตาม นอกจากนี้ นี่ยังเป็นลำโพงรุ่นแรกของบริษัท Usher ที่มีการใช้ดอกลำโพงเสียงกลางแบบเบริลเลียมอีกด้วย

            ด้วยสนนราคาค่าตัว สิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาก็คือ กล่องบรรจุตู้ลำโพงขนาดใหญ่ (365 x 715 x 1215 mm) ที่มีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 92 kg (รวมถึงน้ำหนักของฐานลำโพง) สำหรับลำโพง Be-10 รุ่นนี้ ต้องถือว่าเหมือนกับลำโพงรุ่นอื่นๆ ที่ผมชื่นชอบ กล่าวคือมันเป็นลำโพงขนาดใหญ่สามทาง ที่มาพร้อมกับดอกลำโพงทวีตเตอร์แบบเบริลเลียมขนาด 1.25 นิ้ว ที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความถี่เสียงได้ตั้งแต่ 40 kHz ลงมาถึงที่ระดับ 3.46 kHz หลังจากนั้น ดอกลำโพงเสียงกลางแบบเบริลเลียมขนาด 5 นิ้ว จะรับหน้าที่ในการถ่ายทอดความถี่เสียงต่อลงจนถึงที่ระดับ 550 Hz ต่อจากนั้นดอกลำโพงวูฟเฟอร์ขนาด 11 นิ้ว ของ Eton จะรับหน้าที่ในการถ่ายทอดย่านความถี่เสียงที่เหลือลงไปจนถึงที่ระดับ 25 Hz (จากข้อมูลที่ได้รับจาก Usher) ด้วยความช่วยเหลือของท่อเสียงเบสแบบเบสรีเฟล็กซ์ ปัญหาเพียงอย่างเดียวของดอกลำโพงวูฟเฟอร์สำหรับใช้ขับเสียงเบสก็คือ ด้วยการนำมาใช้ร่วมกับดอกลำโพงที่มีน้ำหนักเบาที่สุด และเร็วที่สุดเช่นนี้ ต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้ดอกลำโพงเสียงเบสสามารถถ่ายทอดเสียงย่านความถี่ต่ำทันกับดอกลำโพงที่ใช้เบริลเลียมทั้งสองชุดนี้ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้นี่เอง ทาง Usher จึงได้เลือกใช้วัสดุ Kevlar ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก (Kevlar คือวัสดุเส้นใยสังเคราะห์ที่มีน้ำหนักเบา และมีความแข็งแกร่งสูงมาก จึงมักนำมาใช้ในการผลิตเสื้อกันกระสุน) รวมทั้งยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าเส้นใยเหล็กถึงห้าเท่าด้วยกัน ในน้ำหนักที่เท่าๆ กัน สำหรับตู้ของลำโพงรุ่นนี้ ต้องถือว่าเป็นตู้ลำโพงที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นลำโพง Usher ที่นักเล่นเครื่องเสียงหลายๆ ท่าน น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ด้วยตู้ลำโพงที่มีรูปทรงที่โค้งมนด้านหลัง (เพื่อเป็นการลดเรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้น) พร้อมด้วยรูปร่างตู้ลำโพงที่มีการลาดเอียงลงไปทางด้านหลัง (เพื่อเป็นการรักษาค่า time-alignment ของดอกลำโพงทั้งสามชุดให้เท่ากัน) ผมคงไม่ต้องบอกว่าลำโพงรุ่นนี้มีการดามและคาดภายในตู้ลำโพงที่แข้งแกร่งมากขนาดไหน รวมถึงสีสันของภายนอกตู้ลำโพงที่ถือได้ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความไฮเอนด์อย่างสมบูรณ์แบบอย่างที่คาดหวังจะได้รับจากผู้ผลิตลำโพงระดับไฮเอนด์ชั้นดีอย่าง Usher

คุณภาพเสียง

ด้วยสนนราคาค่าตัวที่สูง เราจึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าจะต้องมีคนนำลำโพงรุ่นนี้ไปเปรียบเทียบกับลำโพงอย่าง B&W 801D  หรือลำโพงขนาดใหญ่รุ่นอื่นๆ อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่หวังที่จะทำการทดสอบลำโพง Usher Be-10 รุ่นนี้อย่างนุ่มนวลซักเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นลำโพงขนาดใหญ่ มีสนนราคาค่าตัวที่ค่อนข้างสูง แถมยังขึ้นมาเทียบชั้นกับลำโพงขนาดใหญ่อันโด่งดังอย่าง B&W 801D อีกด้วย แน่นอนว่า ผมทราบดีอยู่แล้วว่าลำโพง Usher รุ่นนี้ออกตัวนำหน้าคู่แข่งไปก่อนได้อย่างสวยงามด้วยการนำเทคโนโลยีดอกลำโพงเสียงแหลมและดอกลำโพงเสียงกลางระดับ state-of-the-art มาใช้งาน แต่จากประสบการณ์ในการเป็นทั้งนักเล่นและนักทดสอบเครื่องเสียงของผม ทำให้ผมทราบว่า โดยมากแล้ว ลำโพงหรืออุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีรายละเอียดทางทฤษฎีที่แสนยอดเยี่ยมนั้น มักจะไม่ค่อยให้ผลลัพธ์ที่ดีในการใช้งานจริงซักเท่าไหร่นัก ด้วยความที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงและคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน จึงทำให้ผมทราบว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ลำโพงที่มีทฤษฎีการออกแบบที่แสนยอดเยี่ยมเหล่านั้นกลับล้มเหลวในการใช้งานจริง ซึ่งถ้าจะให้สาธยายคงจะเป็นอะไรที่ลำบากพอสมควร เนื่องจากมีปัจจัยหลายๆ อย่าง ที่เป็นส่วนประกอบที่ต้องใช้เวลาในการอธิบายมากพอสมควรทีเดียว

            กลับมาที่ลำโพง Usher Be-10 ของเรากันต่อ ผมได้เริ่มต้นทำการทดสอบลำโพงรุ่นนี้ด้วยแผ่นที่ผมใช้ในการทดสอบอยู่เป็นประจำ ทันทีที่ผมได้ยินโน้ตตัวแรกจากแผ่นที่ได้รับการบันทึกมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อความสะอาดในน้ำเสียงระดับสุดยอดด้วยระดับความดังในระดับปกติ คุณสามารถบอกได้ทันทีเลยว่า ลำโพงรุ่นนี้มีความแตกต่างจากลำโพงรุ่นอื่นๆ เกือบทุกรุ่นอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากลำโพงรุ่นนี้สามารถที่จะให้น้ำเสียงออกมาได้อย่างชัดเจนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ย่านความถี่สูงสุดไปจนถึงย่านความถี่ต่ำสุด โดยที่ปราศจากความแห้งแล้งในน้ำเสียง หรือลักษณะความเป้นลำโพงขี้ฟ้องมากจนเกินไปเหมือนอย่างลำโพงรุ่นอื่นๆ ตรงกันข้าม ลำโพงรุ่นนี้กลับให้น้ำเสียงที่ออกแนวเป็นกลางและเป็นธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด สำหรับในแง่ของการถ่ายทอดรายละเอียดเสียงดนตรีนั้น แทนที่จะเป็นเหมือนกับการใช้หลอดไฟที่มีความสว่างสักพันวัตต์สาดไปยังเสียงดนตรี พร้อมด้วยการใช้เลนส์ซูมขยายเพื่อขุดคุ้ยรายละเอียดต่างๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในเสียงดนตรีกันแบบทุกรูขุมขน ในทางตรงกันข้าม ถ้าจะเปรียบเทียบลำโพง Usher เหมือนกับเลนส์ ก็คงเปรียบได้กับเลนส์ไวด์ ที่ฉายภาพเหตุการณ์ต่างๆ ออกมาเป็นแบบกว้าง โดยที่ไม่เจาะจงลงไปที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หรือรายละเอียดส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้น ลำโพงรุ่นนี้ก็ยังสามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ในบทเพลงออกมาได้อย่างแสนวิเศษ เพียงแต่ไม่เน้นไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของบทเพลงอย่างเป็นพิเศษเท่านั้นเอง  ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้เสียงดนตรีที่ได้รับนั้นเต็มไปด้วยความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติและถ่ายทอดออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนกับเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีของจริง

            น้ำเสียงที่ไม่ได้สร้างความประทับใจในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษเช่นนี้นี่เอง คือความประทับใจที่แท้จริงของลำโพงรุ่นนี้ เนื่องจากลำโพง Usher ไม่ได้เน้นย้ำ หรือไม่ได้ยัดเยียดน้ำเสียงด้านใดด้านหนึ่งให้กับผู้ฟังเป็นพิเศษ แน่นอนว่าลำโพงรุ่นนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าคุณอยู่เสมอ เพียงแต่เมื่อใดก็ตามที่คุณนำลำโพงรุ่นนี้ออกไป หรืออาจจะไม่ได้นำออกไปก็แล้วแต่ ความรู้สึกที่คุณมีต่อลำโพงคู่นี้ยังคงเหมือนเดิม หรือพูดง่ายๆ ก็คือไม่ได้เป็นลำโพงที่มีน้ำเสียงหรือบุคลิกอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษนั่นเองครับ ซึ่งนี่เองคือคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้ลำโพงรุ่นนี้มีความโดดเด่นเหนือลำโพงอื่นที่ผมใช้เป็นลำโพงอ้างอิงในการทดสอบอยู่เป็นประจำ ด้วยการที่ลำโพงรุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดเสียงดนตรีออกมาได้อย่างมหาศาล พร้อมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลและฟังได้ง่ายและผ่อนคลาย จึงทำให้ลำโพง Usher Be-10 รุ่นนี้กลายเป็นลำโพงที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับการนำดอกลำโพงทั้งสามรุ่นมาใช้งานร่วมกันได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบ เพราะลำพังแค่ทวีตเตอร์ที่ใช้วัสดุพิเศษเช่นนี้ คงไม่เพียงพออยู่แล้วสำหรับความสามารถในการถ่ายทอดเสียงดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ แน่นอนว่าเคล็ดลับสำคัญจึงอยู่ที่ความสามารถในการถ่ายทอดเสียงย่านความถี่สูงจากดอกลำโพงทวีตเตอร์กับความสามารถในการถ่ายทอดเสียงย่านความถี่กลางจากดอกลำโพงเสียงกลางออกมาได้อย่างต่อเนื่องเนียนสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างมีเฟสที่ตรงกัน รวมถึงมีบุคลิกเสียงออกไปในแนวเดียวกันอีกด้วย ทั้งหมดนี้คือส่วนที่ทำให้น้ำเสียงที่ได้จากลำโพงรุ่นนี้เต็มไปด้วยความเปิดโปร่ง, สว่างสดใส, ลื่นไหล รวมถึงความละเอียดอ่อนอย่างชนิดที่หาตัวจับได้ยาก เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ลำโพงของ Usher รุ่นอื่นๆ ก่อนหน้านี้ก็ใช้ดอกลำโพงทวีตเตอร์แบบเบริลเลียมเหมือนกัน สำหรับผมแล้ว การนำดอกลำโพงทวีตเตอร์แบบนี้มาใช้งาน กลับกลายเป็นการสร้างมากกว่าการแก้ปัญหา เพราะการที่จะให้ดอกลำโพงเสียงกลางที่ไม่ใช้วัสดุเบริลเลียมนั้น มีความรวดเร็วและความว่องไวในการถ่ายทอดย่านความถี่เสียงกลางเหมือนกับดอกลำโพงทวีตเตอร์แบบเบริลเลียมที่ถือได้ว่าเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบสมากนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าผลลัพธ์อาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไรมากเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังส่งผลให้น้ำเสียงที่ได้ยังขาดความต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันอยู่บ้างเหมือนกัน แต่สำหรับลำโพง Usher Be-10 รุ่นล่าสุดนี้ด้วยการใช้ดอกลำโพงแบบเบริลเลียมถึงสองชุดด้วยกัน จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้น กลายเป็นน้ำเสียงที่ชัดเจนและต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างไร้รอยต่ออย่างชนิดที่เรียกว่าทำลำโพงอิเล็กโตรสแตติกอายไปเลยก็แล้วกัน บวกกับการจับคู่กับดอกลำโพงวูฟเฟอร์แบบ Kevlar ยิ่งช่วยทำให้น้ำเสียงที่ได้นั้น มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นไปอีก

            ดังจะเห็นได้จากอัลบั้ม Tour De France Etape 1 ของ Kraftwerk ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่อัลบั้ม ที่สามารถบันทึกรายละเอียดของจังหวะจะโคนในเสียงดนตรีเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน พร้อมด้วยรายละเอียดของชิ้นดนตรีที่มีการเรียงตัวเป็นชั้นๆ อย่างสวยงามและลงตัว อันที่จริงแล้ว ตัวผมเองนั้นได้มีโอกาสฟังเพลงที่ว่านี้อยู่หลายต่อหลายรอบมาแล้วด้วยกัน แต่นี่เป็นครั้งแรกของผมเลยก็ว่าได้ ที่สามารถได้ยินเสียงร้องของ Ralf Hutter ที่มีความชัดเจนขนาดนี้ โดยผ่านลำโพง Be-10 เนื่องจากลำโพงคู่นี้สามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดของมวลอากาศที่อยู่รอบๆ เสียงร้องของ Ralf Hutter ออกมาได้อย่างชัดเจนและง่ายดาย พร้อมด้วยเสียงเบสที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างมั่นคง ไร้การกระพือหรือสั่นค้างของเสียงเบส พร้อมด้วยเสียงคีย์บอร์ดที่มีการบรรเลงอย่างต่อเนื่องในระดับความดังที่ใกล้กับ 0 dB โดยปกติแล้ว ลำโพงที่มีความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดเสียงเครื่องดนตรีออกมาได้อย่างละเอียดลออเช่นนี้ มักจะเป็นลำโพงที่ค่อนข้างจับผิดอยู่พอสมควร กล่าวคือสามารถถ่ายทอดรายละเอียดข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการมิกซ์เสียงออกมาได้อย่างชัดเจน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นลำโพงที่ขี้ฟ้องนั่นเอง แต่ลำโพง Be-10 รุ่นนี้กลับไม่ได้ทำให้ผมเสียสมาธิจากการฟังเพลงเลยแม้แต่น้อย ตลอดระยะเวลาของการทดสอบด้วยอัลบั้มนี้ ผมยังสามารถที่จะรับรู้และดื่มด่ำไปกับจังหวะจะโคนและน้ำหนักของเสียงดนตรีที่สุดแสนจะสมจริงได้อย่างครบถ้วนและเต็มอิ่มอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องถือว่าลำโพง Usher รุ่นนี้สามารถที่จะเก็บและถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้ออกมาได้ยอดเยี่ยมมากทีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นการถ่ายทอดภาพรวมของบทเพลงดังกล่าว ซึ่งผมรู้สึกว่า (นอกจากนี้ ผมยังเชื่อว่าบรรดาแฟนๆ ของ Kraftwerk เองก็ต้องรู้สึกเช่นเดียวกับผมเหมือนกัน) มีคุณภาพที่ดีขึ้นในทุกๆ ครั้งที่ได้ฟัง แม้กระทั่งการฟังในระดับความดังที่สูงมากก็ตาม ลำโพงคู่นี้ยังสามารถที่จะถ่ายทอดน้ำเสียงต่างๆ ออกมาได้อย่างไม่มีอาการเหนื่อยล้า หรือเครียดในน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเป็นลำโพงรุ่นอื่นๆ ที่สามารถถ่ายทอดรายละเอียดเสียงดนตรีได้มากขนาดนี้ ในระดับความดังเสียงเช่นนี้ คุณอาจจะรู้สึกถึงน้ำเสียงที่เริ่มมีอาการเครียดหรือน้ำเสียงที่ออกอาการสดจัดและพุ่งไม่มากก็น้อย แม้กระทั่งกับท่อนเริ่มต้นในสี่ห้องแรกของ Tour De France Etape 2 ซึ่งเป็นท่อนที่เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดอย่างหนาแน่น ซึ่งโดยปกติแล้ว มักจะทำให้ลำโพงทั่วๆ ไป ถ่ายทอดเสียงกลางออกมาจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่ามีปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งเป็นปกติของดอกลำโพงเสียงกลางแบบธรรมดา

             เช่นเดียวกับในอัลบั้มของ Saxon ที่มีชื่อว่า 747 : Strangers in the night ลำโพง Be-10 ก็ยังคงสามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงต่างๆ ที่ถูกมิกซ์เอาไว้ออกมาได้อย่างครบถ้วนเช่นเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการถ่ายทอดเสียงร้องของ Barnsley ที่เต็มไปด้วยความใสสะอาดในน้ำเสียงจนเป็นประกาย รวมถึงความสดใหม่ในเสียงร้อง จนทำให้ผมรู้สึกราวกับว่า บทเพลงเพลงนี้เพิ่งถูกบันทึกเสียงไปเมื่อวานนี้นี่เอง แทนที่จะเป็นเมื่อกว่าสามสิบปีที่แล้ว นอกจากนี้ ในการทดลองเปลี่ยนไปฟังอัลบั้มอื่น ลำโพงรุ่นนี้ก็ยังสามารถที่จะถ่ายทอดความแตกต่างระหว่างอัลบั้มต่างๆ ออกมาได้อย่างชัดเจนเช่นกัน รวมถึงความแตกต่างทางด้านสตูดิโอที่ใช้ในการบันทึกเสียงจนราวกับจะทำให้ผมทราบได้ว่าแต่ละอัลบั้มมีการบันทึกเสียงที่สตูดิโอใดบ้าง หรืออัลบั้มใดบ้างที่มีการบันทึกเสียงที่สตูดิโอเดียวกัน แน่นอนว่าการที่ได้ยินถึงความแตกต่างที่ว่านี้ เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก แต่ที่ดีไปกว่านั้นก็คือ ลำโพงรุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดความแตกต่างเหล่านั้นออกมาได้โดยที่ม่ำให้ผมรู้สึกเสียสมาธิหรือดึงความสนใจผมไปจากบทเพลงต่างๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นความใหญ่โตหรือความอลังการของเสียงกลองในวงดนตรี, เสียงเบสที่ดูทรงพลัง รวมถึงเสียงกีตาร์โทนเสียงสูงที่ผิดธรรมชาติก็ตาม พร้อมด้วยเสียงร้องที่แหบพร่าอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Biff Ryford ผมหลงใหลในรายละเอียดความแตกต่างที่ได้จากบทเพลงแต่ละอัลบั้มจริงๆ ตั้งแต่อัลบั้มของ Kraftwerk ที่มีตำแหน่งของดนตรีอยู่ในระยะใกล้ และให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นส่วนตัว ไปจนถึงอัลบั้มของ Saxon ที่เหมือนกับว่าตำแหน่งของวงดนตรีนั้นถอยห่างออกไปข้างหลังของเวทีเสียงที่มากกว่าของ Kraftwerk อย่างเห็นได้ชัด จนเหมือนกับหลุดเลยไปจากกำแพงด้านหลังห้องเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น ตำแหน่งโฟกัสของชิ้นดนตรีที่แม่นยำก็ยังสามารถถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วนเช่นกัน

            จนมาถึงอัลบั้ม Maps and Legens ของวง REM ซึ่งสามารถที่จะถ่ายทอดความแม่นยำของโทนเสียงต่างๆ ในระหว่างการมิกซ์ออกมาได้อย่างไม่ธรรมดา พร้อมด้วยจังหวะดนตรีที่ฟังดูแล้วคล่องแคล่ว รวมถึงรายละเอียดเสียงต่างๆ ที่ฟังดูแล้วค่อนข้างสับสนตามสไตล์ของเพลงร็อค ต้องถือว่าอัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ค่อนข้างขุ่นทึบและไม่สดใสเท่าที่ควร เนื่องจากอัลบั้มดังกล่าวนี้ ได้ถูกบันทึกในระหว่างการเดินทางไปเมือง London ที่กำลังอยู่ในช่วงฝนตกในฤดูหนาวปี 1985 นอกจากนี้ อัลบั้มนี้ยังขาดความสดใสและความเป็นประกายเหมือนเช่นที่มีอยู่ในอัลบั้มสไตล์ป็อบ-ร็อคยุคหลังๆ อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ลำโพง Be-10 สามารถที่จะขุดคุ้ยและถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ จากเสียงดนตรีที่สุดแสนจะสกปรกเช่นนี้ได้เหมือนกับใช้มีดอุ่นร้อนตัดเนยเลยก็ว่าได้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ลำโพงคู่นี้สามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดความแตกต่างเหล่านั้นให้ผมสามารถรับทราบได้ในทันทีที่ได้ยินเสียงโน้ตตัวแรกถูกถ่ายทอดออกมาจากอัลบั้มนี้ โดยปกติแล้ว เสียงกีตาร์ที่ผมได้ยินจากอัลบั้มนี้นั้น มักจะเป็นเสียงกีตาร์ที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัวจนทำให้ขาดชีวิตชีวาไป แตในครั้งนี้ โดยผ่านลำโพง Be-10 ผมสามารถที่จะได้ยินรายละเอียดการเล่นกีตาร์ที่แม่นยำได้อย่างชัดเจน พร้อมด้วยการดีดสายกีตาร์อย่างคล่องแคล่วรวมถึงเสียงกีตาร์ของ Rickenbackers ที่มีเอกลักษณ์ความเป็นประกายเฉพาะตัวราวกับเสียงระฆังในยามค่ำคืน (เหมือนเช่นเสียงกีตาร์ของ Bill Nelson แห่งวง Be Bop Deluxe ได้เคยบรรเลงเอาไว้) เสียงร้องของ Michael Stipe ที่แฝงเอาไว้ด้วยความเศร้าโศกในน้ำเสียง ทำให้เสียงร้องโดยรวมที่ได้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและนุ่มนวลเหมือนกับที่ได้จากลำโพง B&W 801D ดูเหมือนว่าดอกลำโพงเสียงกลางแบบเบริลเลียมจะสามารถถ่ายทอดเสียงร้องออกมาโดยเหมือนกับมีการตัดรายละเอียดบางอย่างที่ไม่ดีของเสียงร้องออกไป ทำให้เหลือเอาไว้แต่เพียงเสียงร้องที่ฟังแล้วอบอุ่นนุ่มนวล

            มากันต่อที่อัลบั้ม Returns of the Space Cowboy ของ Jimiroqual ลำโฑง Usher รุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายทอดน้ำเสียงที่มีความราบเรียบต่อเนื่อง และโทนเสียงที่ฟังสบายและผ่อนคลายของเปียโนไฟฟ้าออกมาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดและความรู้สึกสั่นสะเทือนของย่านเสียงความถี่ต่ำที่ลำโพงรุ่นอื่นๆ ส่วนมากไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วนและมีคุณภาพ โดยปกติแล้วสไตล์เสียงของวงดนตรีวงนี้มักจะให้น้ำเสียงในลักษณที่ราบเรียบ, จืดชืด และขาดรสชาติมากจนเกินไป จนเหมือนกับเป็นเพลงที่ไม่มีสีสันความเป็นธรรมชาติที่สมจริงเอาเสียเลย แต่สำหรับผมนั้น ผมพบว่าน้ำเสียงที่ได้ กลับดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่ผมคิดเสียอีก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอีกครั้งที่ลำโพง Usher รุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายทอดรายละเอียดและโทนเสียงต่างๆ เหล่านั้นออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยคุณภาพของเทคโนโลยีการบันทึกเสียงในช่วงต้นยุคเก้าสิบ ช่วยทำให้ดอกลำโพงทวีตเตอร์ของ Usher สามารถที่จะฉายประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเสียงสูงที่ได้นั้น มีลักษณะที่เปิดโปร่งอย่างเต็มที่ พร้อมด้วยมวลอากาศของเสียงสูงที่เป็นประกายแต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวล จนทำให้เสียงสูงที่เคยได้จากดอกลำโพงแบบอะลูมิเนียมทั่วไป กลายเป็นเหมือนเสียงสูงที่ขุ่นมัว หรือเหมือนกับเป็นเสียงที่ถูกบีบอัดเอาไว้จนไม่สามารถที่จะปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่ ด้วยการที่ลำโพงรุ่นนี้มีการนำเอาดอกลำโพงเสียงกลางมาใช้งานร่วมกันได้อย่างลงตัวเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้ลำโพง Be-10 รุ่นนี้ มีประสิทธิภาพของเฟสเสียงที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องประสานที่มีตำแหน่งเสียงอยู่ด้านหลังของเวทีเสียงอย่างแม่นยำ ทั้งมีตำแหน่งที่เที่ยงตรงและแน่นอนตลอดทั้งเพลง ซึ่งเป็นตัวที่ช่วยทำให้เสียงร้องของนักร้องนำอย่าง Jay Kay ดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว
นอกจากนี้ ในแทร็คที่ผมนำมาทดสอบนี้ ยังมีเสียงกีตาร์เบสที่เต็มไปด้วยความใหญ่โตและความลึกของเสียงย่านความถี่ต่ำตลอดทั้งเพลง รวมถึงเสียงโซโลกีตาร์เบสที่ยาวถึงเกือบครึ่งหนึ่งของบทเพลง ผมพบว่า ลำโพง Be-10 เองก็มีประสิทธิภาพในการถ่ายทอดเสียงย่านความถี่ต่ำได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งความหนักแน่น, พละกำลัง, ความเที่ยงตรง และความต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันของเสียงย่านความถี่ต่ำที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยที่ไม่มีช่วงใดเลยที่ผมรู้สึกว่าเสียงเบสที่ผมได้รับนั้น มีปริมาณที่น้อยหรือมากจนเกินไป โดยรวมๆ แล้วต้องถือว่าเป็นลำโพงที่สามารถถ่ายทอดเสียงย่านความถี่ต่ำออกมาได้อย่างเที่ยงตรงและสมดุลดีมากทีเดียว นอกจากนี้ ผมยังสามารถที่จะเปิดได้ดัง โดยที่ไม่มีอาการเครียดหรือล้าในน้ำเสียงเกิดขึ้นมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย จนบางครั้ง ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเสียงดนตรีที่ได้ยิน ดูแล้วใกล้คียงกับเสียงที่ได้จากลำโพง PA ในการแสดงดนตรีสดเป็นอย่างมาก โดยรวมๆ แล้ว ลำโพง Be-10 รุ่นนี้ มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในเกือบจะทุกๆ ด้านเลยก็ว่าได้ จะมีข้อติติงอยู่เพียงประการเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ ดูเหมือนว่าบางครั้งลำโพง Be-10 จะขาดความแม่นยำและเฉียบคมของเสียงเบสไปบ้างเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าในบางครั้ง ผมอาจจะได้ยินอาการบวมของเสียงเบสบ้างเล็กน้อย อันเนื่องมาจากตู้ลำโพงขนาดใหญ่ในห้องฟังขนาดเล็กถึงกลางของผม ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ลำโพงรุ่นนี้มีการออกแบบเป็นแบบเบสรีเฟล็กซ์ที่มีท่อยิงเสียงเบสนั่นเอง ซึ่งจะแตกต่างจากเสียงเบสที่ได้จากลำโพง Yamaha ที่ผมมักใช้ในการทดสอบอ้างอิงอยู่เป็นประจำที่มักจะให้เสียงเบสที่กระชับและฉับไว (เนื่องจากลำโพงรุ่นนี้มีการออกแบบเป็นลำโพงแบบตู้ปิดนั่นเอง) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บางครั้งเสียงเบสที่ได้ยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร (แต่สำหรับลำโพง Be-10 รุ่นนี้ ถึงแม้จะยังขาดความชัดเจนของเสียงเบสอยู่บ้าง แต่ก็ต้องถือว่าน้อยมากทีเดียว) ทั้งนี้จากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาของผม ทำให้ผมเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากความเป็นลำโพงแบบเบสรีเฟล็กซ์ของลำโพงรุ่นนี้เอง หาใช่เป็นข้อผิดพลาดของดอกลำโพงไม่ ผมเชื่อว่าน่าจะมีนักเล่นเครื่องเสียงอีกหลายท่านที่เชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากอย่างอื่น แตสำหรับผมแล้ว ผมเลือกที่จะอยู่กับลำโพงแบบตู้ปิดมานาน ดังนั้น ผมจึงรู้ดีว่าสาเหตุของเสียงเบสที่ขาดความชัดเจนนี้ ต้องมาจากการออกแบบเป็นลำโพงตู้ปิดอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าเป็นคนที่ชื่นชอบสไตล์เสียงเบสในแบบลำโพงตู้เปิดอยู่แล้วละก็ คุณจะต้องประทับใจกับลำโพงรุ่นนี้อย่างแน่นอน

สรุปผลการทดสอบ

มันช่างเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์เหลือเกินที่ได้ทราบว่าลำโพงระดับไฮเอนด์นั้นมีข้อด้อยหรือข้อเสียต่างๆ ที่ชัดเจนมากเพียงใด แต่ในบางครั้ง ข้อด้อยหรือข้อผิดพลาดเหล่านี้กลับเป็นจุดขายที่สำคัญของลำโพงรุ่นดังกล่าว ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้นักเล่นเครื่องเสียงยอมลงทุนควักเงินเพื่อซื้อลำโพงรุ่นนั้นๆ หรือบางท่านอาจจะมองเป็นสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลำโพงรุ่นนั้นๆ ก็ได้เหมือนกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ลำโพงรุ่นดังกล่าวขาดความเป็นลำโพงที่สมบูรณ์แบบไป แต่สำหรับลำโพง Usher Be-10 รุ่นนี้ สำหรับหูของผมแล้ว อย่างน้อยก็ต้องถือว่าเป็นลำโพงที่มีข้อด้อยหรือข้อติติงที่น้อยมากสำหรับผม เนื่องจากลำโพงรุ่นนี้สามารถที่จะให้น้ำเสียงที่มีลักษณะที่เปิดโปร่งและมีเวทีเสียงที่กว้างขวางเป็นอย่างดี ในขณะที่ยังสามารถรักษาความปราศจากสีสันที่แต่งแต้มจนเกินจริงจนราวกับทำให้ลำโพงอิเล็กโตรสแตติทั่วไปเป็นเหมือนกับลำโพงตามดิสโก้ไปเลยทีเดียว หลังจากที่ผ่านการเบิร์นอินอย่างยาวนานจนเป็นที่เรียบร้อย บวกกับการวอร์มอัพอย่างน้อยสามสิบนาทีก่อนที่จะเริ่มฟังจริงในทุกๆ วัน ผมพบว่าลำโพงรุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายทอดเสียงดนตรีทุกๆ แนว ทุกๆ สไตล์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอย่างดี ทุกๆ ครั้งที่ผมฟังเพลงผ่านลำโพงพวกนี้ ความสนใจและสมาธิของผมมักจะถูกดึงลงไปจดจ่ออยู่กับข้อดีและจุดเด่นต่างๆ ของบทเพลงในแต่ละอัลบั้มทุกครั้งไป แทนที่จะเป็นข้อด้อยหรือข้อผิดพลาดเหมือนลำโพงขี้ฟ้องรุ่นอื่นๆ ลำโพงรุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายทอดใจความที่สำคัญๆ ของแต่ละบทเพลงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงรายละเอียดความแตกต่างทั้งในตัวบทเพลงเองรวมถึงความแตกต่างที่ได้จากแต่ละอัลบั้มออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถที่จะถ่ายทอดน้ำเสียงออกมาได้อย่างรวดเร็วฉับไว และเต็มไปด้วยไดนามิกเสียงออกมาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นอกจากนี้ ลำโพงรุ่นนี้ยังสามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีออกมาได้อย่างเต็มไปด้วยความผ่อนคลายดีมาก จนคุณสามารถที่จะเอนหลังและเพลิดเพลินไปกับการฟังดนตรีแจ๊สเพื่อการผ่อนคลายในยามค่ำคืนได้โดยที่ไม่รู้สึกถึงความเครียดในน้ำเสียงเลยแม้แต่นิดเดียว

            แต่อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะต้องพิถีพิถันอยู่ซักหน่อยในการเลือกชุดเครื่องเสียงมาใช้งานร่วมกับลำโพง Usher Be-10 รุ่นนี้ สำหรับชุดอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ผมนำมาใช้ในการทดสอบลำโพงรุ่นนี้ คือชุดอุปกรณ์เครื่องเสียงอย่างน้อยที่สุดที่คุณควรจะนำมาจับคู่กับลำโพงคู่นี้ ดังนั้นผมจึงอยากแนะนำให้คุณจัดชุดเครื่องเสียงที่มีขนาดใหญ่กว่าของผมซักหน่อย อย่างน้อยก็สำหรับห้องฟังขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ไม่ใช่สำหรับห้องฟังขนาดเล็กอย่างของผม ถึงแม้ว่าลำโพงรุ่นนี้จะเหมาะสำหรับการใช้งานในห้องที่มีพื้นที่ขนาดจำกัดมากกว่าลำโพงขนาดใหญ่อย่าง B&W 801D ก็ตาม และแนวดนตรีที่เหมาะกับลำโพงรุ่นนี้ล่ะ? ดูเหมือนว่าลำโพง Usher รุ่นนี้ จะเข้ากับแนวดนตรีต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอย่างดี จึงทำให้ลำโพงรุ่นนี้กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดลำโพงสำหรับดนตรีทุกแนวไปโดยปริยาย โดยสรุปแล้ว ผมเชื่อว่าคุณน่าจะพอเดากันได้ว่าลำโพงรุ่นนี้คือหนึ่งในลำโพงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมได้เคยฟังมา รวมถึงบรรดาลำโพงอิเล็กโตรสแตติกชั้นยอดและลำโพงแบบมัลติริบบ้อน ถึงแม้ลำโพงรุ่นนี้จะมีรูปแบบการออกแบบที่ดูแล้วไม่ได้หวือหวาอะไร แต่มันกลับเป็นหนึ่งในลำโพงที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในลำโพงประเภทเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ เป็นหนึ่งในลำโพงไม่กี่รุ่นที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบเกือบทุกๆ ด้าน อย่างแท้จริง

ผลการวัดค่าประสิทธิภาพ

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า บริษัท Usher เป็นบริษัทผู้ผลิตลำโพงที่จริงจังกับการวัดค่าต่างๆ เป็นอย่างมาก รวมถึงการผลิตลำโพงที่มีความสามารถในการถ่ายทอดเสียงต่างๆ ได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำตรงไปตรงมา แทนที่จะเน้นย่านเสียงใดเสียงหนึ่งเป็นพิเศษ หรือปรับแต่งให้เสียงที่ได้มีลักษณะที่มีสีสันเกินจริงจนติดหูผู้ฟังได้ง่าย ด้วยเหตุนี้นี่เอง จึงทำให้ผมไม่แปลกใจเลยกับผลการวัดค่าต่างๆ ที่ได้จากลำโพง Be-10 รุ่นนี้ จะให้ระดับความดังสัญญาณเสียงอ้างอิงที่ 0dB ได้ตั้งแต่ความถี่เสียงที่ 60 Hz ขึ้นไปจนถึงย่านความถี่สูงที่ 18 kHz ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงของความถี่เสียงที่กว้างมากทีเดียวเมื่อเทียบกีบลำโพงรุ่นอื่นๆ หรืออาจจะพูดว่าเป็นลำโพงที่สามารถถ่ายทอดความถี่เสียงต่างๆ ออกมาได้เกือบสมบูรณ์แบบเหมือนกับลำโพงในระดับสตูดิโอเลยก็ว่าได้ ลำโพง Be-10 รุ่นนี้ ไม่มีช่วงของความถี่เสียงสูงที่โด่งขึ้นมาเป็นพิเศษเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าผมจะวางไมโครโฟนเอาไว้ที่ตำแหน่งใดก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ลำโพง Be-10 รุ่นนี้มีน้ำเสียงที่ค่อนข้างคงที่เสมอไม่ว่าจะนำไปใช้งานในห้องฟังแบบใดก็ตาม และยังให้เสียงที่สดสว่างน้อยกว่าลำโพงคู่แข่งรุ่นอื่นๆ อีกด้วย โดยปกติแล้ว ลำโพงรุ่นอื่นๆ ในปัจจุบันนี้ มักจะมีการปรับแต่งเสียงให้มีเสียงสูงที่โดดเด่นและสดสว่างเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตาม การทดสอบวัดด้วยสัญญาณ pink-noise  แบบคงที่ แสดงให้เห็นว่าในห้องฟังของผม ซึ่งเป็นห้องฟังที่มีขนาดค่อนข้างเล็กจนถึงปานกลาง ส่งผลทำให้ลำโพง Be-10 รุ่นนี้มีการพีคของเสียงที่ย่านความถี่ 75 Hz รวมถึงมีพลังงานเสียงค่อนข้างมากจนถึงระดับความถี่ 50 Hz ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่วัดได้ (เส้นกราฟหมายเลข 1) ผมเชื่อว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการใช้ท่อยิงเสียงเบสของตู้ลำโพงแบบเบสรีเฟล็กซ์เพื่อให้ลำโพงรุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายทอดความถี่เสียงลงไปได้ถึงที่ระดับ 20Hz เนื่องจากข้อมูลที่วัดได้ แสดงให้เห็นว่าลำโพงรุ่นนี้ให้ระดับสัญญาณเสียงที่ท่อยิงเสียงเบสอยู่ที่ +8dB ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความถี่เสียงที่ 40Hz จึงค่อนข้างมีปริมาณมากเป็นพิเศษ สำหรับในห้องฟังของผม ลำโพง Dancer Be-10 รุ่นนี้สามารถที่จะสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจในห้องฟังของผมด้วยความถี่เสียง 24 Hz ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเป็นห้องฟังที่มีขนาดใหญ่มากกว่านี้ ลำโพงรุ่นนี้จะต้องให้เสียงเบสขนาดแผ่นดินไหวได้อย่างแน่นอนเลยทีเดียว

            ด้วยการใช้ดอกลำโพงเสียงกลางเบริลเลียมแบบโดมเว้าขนาด 5 นิ้ว (127mm) ร่วมกับดอกลำโพงทวีตเตอร์แบบโดมเบริลเลียมขนาด 1 นิ้ว (25mm) ทำให้สามารถถ่ายทอดเสียงที่สเปคตรัม 200 mS ได้อย่างสะอาดสะอ้านราบเรียบเป็นอย่างมาก จึงทำให้ลำโพงรุ่นนี้ถูกจัดอยู่ในหนึ่งในลำโพงที่มีผลการวัดค่าที่ยอดเยี่ยมที่สุดเหมือนกับลำโพงอิเล็กโตรสแตติกที่แสนยอดเยี่ยมของ Kingsound Prince II ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้เลยว่าลำโพง Usher Be-10 รุ่นนี้ต้องสามารถให้น้ำเสียงที่ปราศจากการแต่งเติมสีสันที่เกินจริง รวมถึงระดับเสียงที่เต็มไปด้วยความสะอาดชัดเจนได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน

            ลำโพงรุ่นนี้มีค่าความไวที่วัดได้อยู่ที่ 89 dB ซึ่งตรงตามที่ระบุเอาไว้ในสเปคลำโพง ส่วนค่าความต้านทานของลำโพงรุ่นนี้ที่วัดได้จะอยู่ที่ 6.3 โอห์ม ซึ่งตรงกับค่า D.C.R. ที่ 6.3 โอห์มเช่นกัน ส่วนท่อยิงเสียงเบสจะถูกจูนเอาไว้ต่ำมาก โดยให้ความถี่เสียงลงไปถึงที่ระดับ 24 Hz จากกราฟค่าความต้านทางจะเห็นว่าลำโพงรุ่นนี้มีความพยายามในการแดมพ์ตู้ลำโพงที่สูงมาก เพื่อให้สัญญาณเสียงเอาท์พุตที่ได้มีความถี่เสียงที่กว้างและมีความราบเรียบต่อเนื่องสม่ำเสมอ สำหรับเสียงเบสที่ความถี่ตั้งแต่ 40 Hz ขึ้นไป จะเห็นว่าเป็นเสียงเบสที่สะอาดสะอ้านดีมาก ทั้งยังปราศจากการเรโซแนนซ์และสามารถถ่ายทอดเสียงต่างๆ ออกมาได้อย่างมั่นคงสม่ำเสมอ สำหรับความถี่เสียงตั้งแต่ 60 Hz ขึ้นไป โหลดของลำโพง Be-10 จะอยู่ที่ 4 โอห์ม ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่าความต้านทานที่ค่อนข้างน้อยทีเดียว จึงทำให้สามารถที่จะนำไปใช้งานกับแอมป์หลอดสุญญากาศกับหลอดโซลิดสเตตได้เป็นอย่างดี สำหรับลำโพงที่มีความไวค่อนข้างสูงเช่นนี้ แอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ที่ประมาณ 20-60 วัตต์ก็น่าจะเพียงพอแล้ว สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปของลำโพงรุ่นนี้

            เห็นได้ชัดว่าลำโพง Be-10 รุ่นนี้เป็นลำโพงที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเป็นอย่างดี จึงทำให้ผลการวัดค่าต่างๆ ออกมาดีในทุกๆ แง่มุม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ใช้กำลังขับที่ค่อนข้างน้อย สามารถเข้ากับแอมป์ได้เกือบทุกประเภท พร้อมด้วยความสามารถในการถ่ายทอดความถี่เสียงย่านต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ พร้อมด้วยเสียงเบสที่หนักแน่น และน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชัดเจนปราศจากการแต่งเติมสีสันที่เกินจริงในลักษณะของลำโพงอิเล็กโตรสแตติก

ชุดเครื่องเสียงที่ใช้ในการทดสอบ

  • เครื่องเล่น CD Naim CD3
  • ปรีแอมป์ NuForce P9
  • เพาเวอร์แอมป์ NuForce Reference 9SE


สรุป

            เป็นลำโพงที่ได้รับการออกแบบมาอย่างชาญฉลาด พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สามารถถ่ายทอดเสียงดนตรีออกมาได้อย่างสะอาดสะอ้านอย่างชนิดที่หาตัวจับได้ยาก พร้อมด้วยน้ำเสียงที่เปิดโปร่ง และให้ความเป็นดนตรีอย่างสูง

ข้อดี

  • ให้น้ำเสียงที่สะอาดชัดเจนตลอดทุกย่านความถี่
  • ให้เสียงเบสที่ทรงพลัง
  • ให้โทนเสียงที่เป็นกลางตรงไปตรงมา
  • น้ำเสียงโดยรวมจัดอยู่ในขั้นดีมาก

 

บทความพิเศษจาก นิตยสาร What Hi-Fi? ฉบับที่ 309 เดือนกรกฎาคม 2554

ที่มา : นิตยสาร Hi-Fi World โดย Gory Reber แปลและเรียบเรียงโดย Wisthawat

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2554