USHER: BE-718 Diamond DMD Stand-mounted Monitor Loudspeaker

ลำโพง USHER รุ่น BE-718 เวอร์ชั่นแรกที่ออกมาเมื่อปี 2007 เป็นลำโพงวางหิ้งขนาดกลางที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์จากทั่วโลกมากที่สุดคู่หนึ่งเมื่อเทียบกับลำโพงประเภทเดียวกันในระดับราคาไม่เกินหนึ่งแสนบาทไทย

อัพเกรด???

            BE-718 เวอร์ชั่นแรกใช้ทวีตเตอร์ Beryllium ขนาด 1.25 นิ้ว ทำงานร่วมกับวูฟเฟอร์/มิดเรนจ์กรวยกระดาษอาบน้ำยาขนาด 7 นิ้ว ในการถ่ายทอดความถี่เสียงตั้งแต่ 42 Hz ขึ้นไปจนถึง 35kHz ด้วยอัตราไวในการตอบสนอง (sensitivity) อยู่ที่ระดับ 87dB/W/m ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ “หนืด” อยู่นิดๆ เพราะความไวรวมต่ำกว่ามาตรฐานความไวระดับปานกลางที่กำหนดกันไว้ตรง 88dB แต่ก็ไม่ถือว่าหนืดมากนัก เพราะแค่ดีบีเดียว หากแต่ควรต้องใส่ใจเรื่อง “ตัวเลขกำลังขับ” มากหน่อยเท่านั้น

                พอมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ BE-718 Diamond DMD ตัวนี้ ทางวิศวกรของ USHER ก็ทำการถอดเอาทวีตเตอร์ Beryllium ออกแล้วจับโดมทวีตเตอร์เพชรสวมเข้าไปแทน ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่า นอกเหนือจากนี้แล้วพวกเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า? เนื่องจากข้อมูลที่ค้นพบจากอินเตอร์เน็ตในหลายๆ แหล่งให้ข้อมูลไว้ต่างกัน บางแหล่งบอกว่าเปลี่ยนวูฟเฟอร์ใหม่ด้วย ในขณะที่ข้อมูลของเว็บไซต์เขาเอง (www.USHERaudio.com) กลับลงโค้ดชื่อรุ่นของวูฟเฟอร์ไว้เหมือนเวอร์ชั่นเดิม และเมื่อเทียบข้อมูลกับเว็บไซต์ www.USHERaudiousa.com ระหว่างเวอร์ชั่นเก่า BE-718 กับเวอร์ชั่นใหม่ BE-718 Diamond DMD กลับพบว่าไม่มีอะไรต่างกันเลย??? เหมือนกันทุกจุด??? สรุปคือข้อมูลของรุ่นใหม่ในเว็บไซต์ของ USHER เองทั้งสองเว็บๆ นั้นไม่เหมือนกันครับ??? เลยไม่รู้ว่าจะเชื่ออันไหน (ในสมุดคู่มือที่ผมโหลดจากเว็บไซต์ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดทางด้านสเปคฯ ของตัวลำโพงไว้เลย?????)

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมขออนุญาตยึดข้อมูลตามที่พบในเว็บไซต์ที่ไต้หวัน(www.USHERaudio.com/Loudspeaker_BE-718%20diamond.html) ก็แล้วกัน (ดูในกรอบแยก)

            รูปทรงภายนอกของ BE-718 Diamond DMD คู่นี้ให้มุมมองที่ดูไฮเอนด์มาก รู้สึกได้ถึงความพิถีพิถันทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบเรื่อยไปจนถึงการผลิต หลายๆ จุดนั้นเห็นแล้วต้องบอกว่าคนออกแบบลำโพงคู่นี้ไม่ธรรมดาแน่นอน โดยเฉพาะแผงหน้าที่ลาดเอียงนั้นในหลักการก็เพื่อจุดประสงค์ให้ความถี่จากตัวทวีตเตอร์กับวูฟเฟอร์ไปถึงหูผู้ฟังด้วยเวลาที่ใกล้เคียงกันที่สุด ด้วยการหน่วงเวลาของทวีตเตอร์เอาไว้ให้มีจุดเริ่มต้นที่ไกลออกไปกว่าวูฟเฟอร์เล็กน้อย ซึ่งเป็นกลยุทธ์การหน่วงเวลาของความถี่เสียงกลาง-แหลมที่ได้ผลดีกว่าการหน่วงเวลาด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์บนแผงครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก เพราะจะไม่ทำให้เกิดปัญหาเฟสเคลื่อน

                ลำโพงคู่นี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานในโหมด “ตู้เปิด” โดยมีท่อระบายอากาศที่เจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยมอยู่ด้านล่างของตัววูฟเฟอร์ ซึ่งท่อระบายอากาศลักษณะนี้จะดีกว่าแบบช่องกลมในแง่ของการช่วยระบายอากาศออกไปจากตัวตู้ได้เร็วกว่าโดยไม่มีเสียงรบกวนตรงปากท่อด้วย การระบายอากาศได้เร็วมีส่วนทำให้ได้อะแฟรมของวูฟเฟอร์สามารถขยับตัวเด้งเข้า-เด้งออกได้อย่างอิสระมากขึ้น จึงส่งผลดีต่อเสียงในสองแง่สำคัญนั่นคือ “รายละเอียด” และ ”ไดนามิก”

                ผนังด้านข้างทั้งสองด้านของตัวตู้ถูกประกบทับด้วยแผ่นไม้หนา พร้อมลงหมุดสีทองตอกย้ำให้เกิดความแน่นหนามากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้นอกจากจะช่วยเสริมน้ำหนักเพื่อเพิ่ม “ความนิ่ง” ให้กับตัวลำโพงแล้ว มันยังช่วยในแง่ของการสลายเรโซแนนซ์ของตัวตู้ลงไปอีกทางหนึ่งด้วย นั่นคือเพิ่มคุณสมบัติทางด้าน Mechanical damping ของตัวตู้ให้มากขึ้น ช่วยสลายพลังงานสะสมของตัวตู้ได้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้ได้เสียงที่เปิด กระจ่าง ไม่อับทึก รายละเอียดดี เวทีกว้าง ขั้วต่อสายลำโพงของ BE-718 Diamond DMD มีขนาดใหญ่ ชุบทองดูดี ยึดขั้วต่อสายลำโพงได้แน่นหนาดีมาก

The “Tweeter Journey” จาก Beryllium ถึง Diamond

            ผมรู้สึกเสมอว่า ลำโพงกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงคืออุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีความมหัศจรรย์มากที่สุดในชุดเครื่องเสียง เพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องอยู่แค่ศาสตร์ทางอิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทริคเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยศาสตร์ทางอะคูสติกและฟิสิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงจะสามารถพัฒนาคุณภาพของลำโพงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงขึ้นไปได้

                สำหรับลำโพงนั้น คุณสามารถกำหนดความสามารถในการแพร่กระจายคลื่นเสียงของลำโพงได้สองทางด้วยกัน คือทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ผ่านวงจรตัดแบ่งความถี่ที่อยู่ภายในตัวตู้ หรือจะใช้กลไกทางด้านอะคูสติกก็ได้ โดยอาศัยการออกแบบตัวตู้เข้ามาช่วย ซึ่งนักออกแบบที่เชี่ยวชาญถึงระดับขั้นเทพจะใช้วิธีผสมผสานศาสตร์ทั้งสองแขนงเข้าด้วยกัน

                ในปัจจุบัน ศาสตร์ความรู้ในแขนงที่เรียกว่า “วัสดุศาสตร์” หรือ Materials Science ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาลำโพงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นว่า ผู้ผลิตไดรเวอร์ที่ใช้ทำลำโพงต่างก็เริ่มมีการเปลี่ยนมาใช้วัสดุแบบใหม่ๆ ในการออกแบบไดอะเฟรมของลำโพงกันมากขึ้น โดยเฉพาะตัวทวีตเตอร์ที่ทำหน้าที่แพร่กระจายคลื่นความถี่สูง จากเดิมเราใช้กรวยกระดาษก็เริ่มพัฒนามาเป็นโดม ผ้า โพลี่ฯ โลหะ เซรามิก จนถึงเพชร ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถนำมาใช้ทำทวีตเตอร์ได้!

ทวีตเตอร์โดมเพชร?

                ใช่แล้วครับ... มีมานานแล้วด้วย มีลำโพงหลายๆ รุ่นในปัจจุบันที่ใช้โดมทวีตเตอร์ทำด้วยเพชรออกมาวางขายกันหลายปีแล้ว แต่เหตุที่คุณอาจจะยังไม่ค่อยรู้ก็น่าจะเป็นเพราะว่าลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์โดมเพชรมักจะเป็นรุ่นที่มีราคาสูงๆ ทั้งนั้น เท่าที่ผมรู้ BE-718 Diamond DMD คู่นี้น่าจะเป็นลำโพงที่มีราคาขายต่ำที่สุดในกลุ่มของลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์โดมเพชรที่มีอยู่วงการขณะนี้! และนี่คือจุดเด่นมากๆ ของลำโพงคู่นี้!!

            ตัวอักษร “DMD” ที่ต่อท้ายชื่อรุ่นมาจากคำเต็มๆ ว่า Diamond-Metal-Diamond บอกเป็นนัยให้รู้ถึงที่มาของเทคนิคในการผลิตโดมเพชรที่ว่า คือเขาใช้โลหะ metal alloy ที่ผสมด้วยสูตรพิเศษของเขาเองเป็นแกนกลาง จากนั้นก็ทำการเคลือบผิวทั้งสองด้านของแผ่นเมทัล อัลลอยนั้นด้วยผงคาร์บอนที่มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายเพชรเข้าไป ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือส่วนผสมระหว่างความแกร่งของธาตุคาร์บอนที่คล้ายเพชรกับความยืดหยุ่นของโลหะอัลลอย ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดี คือได้ลักษณะการขยับเด้งเข้า-เด้งออกของตัวโดมทวีตเตอร์ที่สมมาตรเหมือนลูกสูบตลอดเวลาโดยไม่มีความผิดเพี้ยน เนื่องจากผงคาร์บอนที่มีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนเพชรนั้นโดยตัวมันเองมีคุณสมบัติเป็นฉนวนความร้อนที่ดี จึงไม่สะสมความร้อนในตัว ไม่เหมือนโดมโลหะซึ่งเมื่อสะสมความร้อนจากวอยซ์คอลล์ในตัวมากๆ จะทำให้เกิดอาการบิดเบี้ยวขณะเด้งเข้า-เด้งออกซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียง

เซ็ตอัพ

                ความไวที่ระดับ 87 dB ของ BE-718 Diamond DMD สะท้อนความจริงทางด้านเทคนิค คือ ต้องการกำลังขับจากแอมป์ฯ ค่อนข้างสูงเพื่อปั๊มอากาศให้ได้ความดัง (SPL) ออกมาเต็มห้อง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนักในการใช้งานจริง เพราะแอมป์ฯ กำลังสูง คุณภาพดีในปัจจุบันหาได้ไม่ยาก

                ในการทดสอบผมใช้เพาเวอร์แอมป์ VTL รุ่น MB125 ซึ่งเป็นเพาเวอร์แอมป์หลอดโมโนบล็อกเป็นตัวยืนในการขับดันลำโพงคู่นี้โดยอาศัยปรีแอมป์ 2 ตัว คือ Audiolab CD8200CDQ กับ Audible Illusion M3A สลับกันทำหน้าที่จ่ายแรงส่งให้ ส่วนภาคทางต้นสัญญาณนั้นผมใช้คอมพิวเตอร์ HP รุ่น mini 2133 ทำตัวเป็นทรานสปอร์ตโดยมีโปรแกรม Foobar2000 (v1.1) ที่ติดตั้งบนตัวคอมพิวเตอร์เป็นตัวเล่นไฟล์เพลง CD และ Hi-Res จาก ext. harddisk ของ Western Digital ที่เก็บอยู่ในกล่อง Probox ผ่าน ext.DAC ของ Ayre Acoustic รุ่น QB-9 (24/192 version) สาย USB, สายสัญญาณ และสายลำโพงเป็นของ Nordost รุ่น Blue Heaven เวอร์ชั่นใหม่ (Leif series) สายไฟเอซีผมใช้ผสมกันระหว่างของ Furutech รุ่น Alpha PS-950 กับ Audioquest รุ่น NRG-3

            จริงๆ แล้ว ทาง USHER มีทำขาตั้งลำโพงที่ใช้กับลำโพงรุ่นนี้มาด้วย (เป็นออพชั่น ถ้าต้องการต้องจ่ายเงินเพิ่ม) แต่ทางออดิโอคอมฯ ผู้นำเข้าไม่ได้ส่งมาให้ ผมจึงวางบนขาตั้งโลหะของ Totem ซึ่งใช้ด้วยกันได้เพราะความสูงเท่ากัน

            ในเว็บไซต์ของ USHER มีไฟล์ PDF แนะนำวิธีการเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงคู่นี้ไว้ให้ดูด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นรายละเอียดการเซ็ตอัพที่ยึดหลัก The Rule of Fifths แล้ว ในนั้นยังประกอบไปด้วยกลเม็ดเคล็ดลับ ที่แนะนำให้ใช้ในการ find tune ลำโพงด้วย แต่ส่วนความเห็นส่วนตัวของผมเองแล้ว อยากจะแนะนำสั้นๆ ว่า ขอให้ใช้ตัวเลขที่ระบุระยะห่างอยู่ในสูตรเหล่านี้เป็นเพียงแค่ไกด์นำทางเท่านั้น อย่าซีเรียสจริงจังหรือเอาเป็นเอาตายกับมันมากนัก เมื่อเซ็ตอัพลงไปบนพื้นที่ของคุณได้แล้ว วาระสุดท้ายที่ต้องทำก็คือ find tune ด้วยหูของตัวเองให้มากๆ ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายนี้ต้องอาศัยทั้งทักษะการฟังที่ดีและเวลาครับ ไม่มีทางลัด

                จากการทดลองเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้ในพื้นที่ฟังของผมเองพบว่า มันก็ไม่ได้เซ็ตอัพยากอะไรเลย ใครที่รู้หลักการเซ็ตอัพมาตรฐานก็สามารถอาศัยหลักการนั้นมาใช้ในการเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้ได้เลย

เสียงของ BE-718 Diamond DMD

                ผมเคยทดสอบลำโพง USHER รุ่นเล็กคือรุ่น S-520 ไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน และพบว่ามันเป็นลำโพงวางขาตั้งขนาดเล็กอีกคู่หนึ่งที่มีความโดดเด่นมากในแง่ของการแจกแจงรายละเอียดของเสียงที่ผสมผสานกับความพลิ้วกังวานที่น่าฟัง แต่เมื่อผมทำการแมตชิ่งและเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้เสร็จและเริ่มเปิดฟังเสียงของมันจริงๆ จังๆ ผมก็พบว่า สิ่งที่ผมได้ยินจากรุ่น BE-718 Diamond DMD นี้มันทะยานหนีรุ่น S-520 ขึ้นไปหลายช่วงตัวทีเดียว! แม้ว่ามู๊ดแอนด์โทนของเสียงจะออกมาทางเดียวกัน คือผสมผสานอยู่ระหว่างความจริงกับความเป็นดนตรีอย่างละครึ่ง แต่สิ่งที่ BE-718 Diamond DMD ถ่ายทอดออกมานี้มันลึกซึ้งลงไปมากขึ้น มันทำให้ผมฟังเพลงยากๆ ได้เข้าลึกถึงอารมณ์มากขึ้น อย่างเช่นอัลบั้มชุด Heavenly Love, Earthly Joy (Sony Master Work/RCA Red Seal 88697-04927-2) ซึ่งเป็นเพลง duet ที่ประชันกันระหว่างเสียงดีดลุ๊ต (Lute) จากฝีมือของ Julian Bream กับเสียงร้องเทนเนอร์ของ Sir Peter Pears จากที่ผมเคยทดลองฟังกับลำโพงบางคู่ได้ไม่จบแผ่น แต่กับ BE-718 Diamond DMD คู่นี้ผมสามารถนั่งฟังต่อเนื่องจนจบแผ่นได้อย่างไม่รู้ตัว สุ้มเสียงที่แพร่กระจายออกมามันให้ทั้งความรู้สึกที่เปิดโล่งและผ่อนคลายอย่างยิ่งยวด เสียงดีดลุ๊ตซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาณเสียงแบบ Transient Dynamic นั้นคือยาขมสำหรับทวีตเตอร์ของลำโพงหลายๆ คู่ที่ผมเคยทดลองฟังมา แต่กับลำโพง USHER คู่นี้เมื่อเปิดดังๆ กลับไม่ปรากฏอาการอั้นเหมือนที่ผมเคยได้ยินจากโดมผ้าอาบน้ำยาของลำโพงบางคู่ และไม่พบอาการแตกซ่าน (over crisp) เหมือนที่ผมเคยได้ยินจากโดมโลหะของลำโพงบางคู่ด้วย มิหนำซ้ำ เสียงดีดลุ๊ตที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมากลับเป็นเสียงที่มีความคมของตัวโน้ตที่เด่นชัด ห้อมล้อมด้วยมวลฮาร์โมนิกที่อบอุ่น ส่วนเสียงร้องที่เป็นลักษณะแบบ contrast dynamic นั้นก็ออกมาดีเหลือเกิน มันสะท้อนให้ได้ยิน (ด้วยหู) ถึงลักษณะการควบคุมพลังเสียงของนักร้องออกมาอย่างชัดเจน ตัวเสียงร้องมีความกังวานของช่องท้องผสมผสานออกมาอย่างชัดเจนซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า รายละเอียดของเสียงที่ลึกซึ้งระดับนี้น่าจะมาจากประสิทธิภาพอันเอกอุของโดมเพชรอย่างแน่นอน!

                เสียงกลางของลำโพงคู่นี้มีทั้งความหนาของมวล และความสะอาดใสของตัวเสียงที่ดีซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่โดดเด่นของไดอะแฟรมกรวยกระดาษอยู่แล้ว และวูฟเฟอร์/มิดเรนจ์ที่ใช้ในรุ่นนี้เขาได้ทำการแปะทับลงไปบนดัสแคปด้วยสารแดมปิ้งเพื่อลดอาการเรโซแนนซ์ของตัวกรวยลง ทำให้เสียงกลางที่ผลิตขึ้นมาโดยกรวยมิดเรนจ์ตัวนี้ไร้ซึ่ง “เงา” จากเรโซแนนซ์เข้ามาแปดเปื้อน ที่กล้าฟันธงตรงจุดนี้ก็เพราะว่าผมได้ทำการทดลองฟังกับเสียงร้องของจ้าว เผิงจากอัลบั้มชุด The Greatest Brasso Vol.1 ดูแล้วนะสิ.. แต่เมื่อระดับความถี่ตอบสนองของลำโพงคู่นี้ต้องถดลงไปทำงานที่ย่านทุ้มต่ำๆ อย่างพวกเสียงทิมปานี  กลองจีน หรือออร์แกนท่อ จึงพบว่ามันเริ่มสูญเสียคุณภาพการควบคุมลงไปบ้าง ส่งผลให้ความฉับพลันและความกระชับของหัวเสียง (อิมแพ็ค) ลดด้อยคุณภาพลงไปเล็กน้อย วรรณะของเสียงทุ้มต่ำๆ จากลำโพงคู่นี้จึงมีบุคลิกของความนุ่มปนเข้ามาในโน้ตแต่ละตัวมากไปนิด (ยิ่งขับด้วยหลอดจะยิ่งรู้สึกได้ชัด)

                ผมมีแผ่นซีดีบรรเลงเสียงกลองจีนอยู่ 2-3 แผ่นที่มักจะหยิบขึ้นมาใช้ทดสอบประสิทธิภาพการควบคุมวูฟเฟอร์ของลำโพงอยู่เนืองๆ หนึ่งในนั้นที่ทำให้ผมเห็นถึงอาการข้างต้นจากลำโพงคู่นี้ก็คือ ผลงานอัลบั้มของศิลปินจีนที่ใช้ชื่อว่า An Zhishun ส่วนชื่ออัลบั้มอ่านไม่ออก เป็นภาษาจีน เป็นแผ่นออดิโอไฟล์ที่ผลิตด้วยเทคนิคพิเศษ (KDA)2 24bit (Leo’s Audiophile Series WMPGCD006) เสียงรัวกลองหลายใบพร้อมกันของแทร็คแรกเพลง The Surging Waves of The Yellow River นั่นเองที่ฟ้องให้ผมรู้ถึงขีดความสามารถของลำโพงคู่นี้ เมื่อเปิดด้วยระดับความดังไม่มากนักอาการของหัวเสียงกลองที่ผสมปนเปกันก็จะน้อยลง หากคุณซีเรียสกับประเด็นนี้ แนะนำให้ทดลองใช้เพาเวอร์แอมป์ทรานซิสเตอร์ขับดูเพราะโดยธรรมชาติแล้ว เพาเวอร์แอมป์ โซลิดสเตจจะให้ค่าแดมปิ้งแฟคเตอร์สูงกว่าแอมป์หลอด

                แต่เมื่อหลุดพ้นช่วงความถี่ในย่านทุ้มต่ำๆ ลงไปแล้ว ผมพบว่าในย่านความถี่ที่อยู่ต่ำกว่าลงไปนั้น (ทุ้มลึกๆ) ลำโพงคู่นี้กลับถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก มันสามารถถ่ายทอดพลังงานของความถี่ในย่านทุ้มลึกๆ ของเสียงซินธิไซเซอร์ออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน  ไม่ได้ตัดทิ้งไปเหมือนลำโพงวางหิ้งส่วนใหญ่ ซึ่งนั่นส่งผลดีกับแผ่นซีดีที่บันทึกการแสดงสดด้วย อาทิ แผ่นแสดงสดชุด Eric Clapton MTV Unplugged (Reprise Records 9 45024-2) นั้นคุณจะรับรู้ได้ถึงพลังงานความถี่ต่ำที่เกิดจากการตบเท้าของเอริคแผ่เบาๆ ผ่านมวลอากาศออกมาจากลำโพงได้อย่างชัดเจน และด้วยความนิ่งและแน่นหนาของตัวตู้ทำให้ได้มิติซาวนด์สเตจที่ฉายออกมาครบหมด ทั้งกว้าง ลึก และสูง เมื่อฟังเพลงคลาสสิกจากไฟล์เพลงที่ระดับ High Res 24/176.4 ของค่าย Referrence Recordings ผมจึงตระหนักได้ในบัดดลว่า ทำไมนักออกแบบลำโพงจึงต้องสร้างโดมทวีตเตอร์เพชรขึ้นมา เพราะไฟล์ที่มีเรโซลูชั่นสูงๆ เหล่านั้นจะอุดมไปด้วย harmonic structure ที่ซับซ้อนมากกว่าไฟล์ซีดี ซึ่งต้องการไดรเวอร์ที่สามารถถ่ายทอดฮาร์มอนิกของเสียงที่ซับซ้อนเหล่านั้นออกมาได้โดยไม่มีอาการ “อั้น” (compressed) พลังงานฮาร์มอนิกเหล่านั้นเอาไว้ ผลที่ผมรับรู้ได้จากลำโพงคู่นี้แสดงออกมาในรูปของรายละเอียดของเสียงในระดับความถี่สูงจำนวนมากที่กอปรกันเป็นแพตเทิร์นที่ชัดเจน เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งที่เราเรียกว่า “บรรยากาศ” หรือแอมเบี้ยนต์นั่นเอง

สรุป

                ผมไม่รู้ว้าเสียงของ BE-718 เวอร์ชั่นที่ออกมาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยฟังจริงๆ จังๆ แต่เชื่อเหลือเกินว่า มันจะต้องด้อยกว่าเวอร์ชั่นโดมเพชรนี้อย่างแน่นอนเนื่องจากมีข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ยอมรับกันในกลุ่มของนักออกแบบลำโพงว่าคุณภาพเสียงที่ได้จากลำโพงที่ดีที่สุดนั้นมักจะอั้นอยู่ที่คุณภาพของไดรเวอร์ที่ใช้เสมอ

                ใครที่ไม่เคยมีประสบการณ์กับทวีตเตอร์โดมเพชรมาก่อน ผมขอแนะนำเป็นอันขาดให้ไปทดลองฟังเสียงลำโพงคู่นี้ให้ได้ ต้องฟังด้วยหูของคุณเองเท่านั้น แล้วคุณจะรู้ถึงความวิเศษของมัน!    

 

ตัวแทนจำหน่าย:
บริษัท ออดิโอ คอม กรุ๊ป จำกัด
โทร.
0-2295-4772, 0-2255-7983